News / How-to / รวมค่าย
รวมค่าย · How-to

"We are now in the singularity, this is the moment... the thing…

ภีศเดช เพชรน้อย
ภีศเดช เพชรน้อย
29 ก.ค. 2026 · อ่าน 11 นาที
สรุปสั้น — "We are now in the singularity, this is the moment... the thing that drives me is I've been waiting for this my whole life." (เราก
#Claude Code#Sora#Codex#Coding#Agent
"We are now in the singularity, this is the moment... the thing…

(เรากำลังอยู่ในจุดซิงกูลาริตี้แล้ว นี่คือช่วงเวลานั้น... สิ่งที่ขับเคลื่อนผมคือผมรอวันนี้มาทั้งชีวิต)

— Sam Altman, Co-Founder & CEO ของ OpenAI

ผมไปฟัง "Sam Altman - How to Start a Startup" ใน podcast Relentless (host: Ti Morse) มา เป็นการย้อนถามคำถามเดียวกับที่ Altman เคยพูดใน talk Stanford เมื่อ 10 ปีก่อน แต่คราวนี้ตอบในโลกที่ AI เปลี่ยนทุกอย่างไปแล้ว

เหมาะมากสำหรับคนทำสตาร์ทอัพ คนที่ต้องตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอนสูง หรือใครที่อยากฟังมุมคิดของคนที่บริหารบริษัทที่โตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ เลยอยากมาแชร์ให้ฟังครับ

1. สตาร์ทอัพอายุ 10 สัปดาห์วันนี้ ทำงานได้เท่ากับที่เมื่อก่อนต้องใช้ทีมทั้งปี

Altman บอกว่าเจอทีมสตาร์ทอัพอายุแค่ 2 สัปดาห์ ทำ office productivity suite ใหม่ทั้งชุดเสร็จแล้ว ทั้งที่เมื่อก่อนงานแบบนี้ใช้เวลาเป็นปี เขาบอกตรงๆ ว่าถ้าใครยังมีหน้าตาแบบสตาร์ทอัพเมื่อ 10 ปีก่อน แปลว่ากำลังแย่

2. เวลาที่ดีที่สุดของสตาร์ทอัพ คือตอนที่พื้นดินกำลังสั่นสะเทือน

เขามองว่าสตาร์ทอัพได้เปรียบที่สุดตอนที่ต้นทุนกำลังลดลงเร็ว รอบเวลาพัฒนากำลังสั้นลงเร็ว แต่ก็บอกว่าคนส่วนใหญ่กลับเลือกทำ AI agent ให้ vertical ใดๆ ที่ปลอดภัย ซึ่งอาจไม่ใช่บริษัทที่นิยามยุคนี้จริงๆ

3. ความเชื่อในกราฟเอ็กซ์โพเนนเชียล คือ mental model ที่สำคัญที่สุดที่เขาอยากให้ผู้ก่อตั้งเข้าใจ

เขาบอกว่าตลาดยังปรับตัวไม่ทันว่าโมเดล AI จะฉลาดขึ้นแบบเอ็กซ์โพเนนเชียลต่อไปเรื่อยๆ การเริ่มทำอะไรวันนี้ที่ต้องรอโมเดลฉลาดขึ้นหรือถูกลงในอนาคต ไม่ใช่เรื่องผิดเวลา

4. ความทนต่อความโกลาหล เป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ แต่สอนกันไม่ได้

Altman บอกว่าจุดอ่อนของผู้ก่อตั้งรุ่นใหม่คือไม่เคยผ่านประสบการณ์ที่บริษัทเกือบตาย เขาเล่าว่าครั้งแรกที่เจอเหตุการณ์แบบนั้นรู้สึกเหมือนโลกถล่ม แต่พอถึงครั้งที่ 10 กลับรู้สึกว่าไม่ได้แย่ขนาดนั้น

5. มองด้านตรงข้ามของ "ประสบการณ์แย่" ไม่ใช่ "ประสบการณ์ดี" แต่คือ "ไม่มีประสบการณ์เลย"

เขายกคำของ Naval Ravikant ที่ว่าถ้าชีวิตมีปุ่ม fast forward ชีวิตก็จบไปแล้ว ส่วนที่น่าเบื่อหรือแย่ก็ยังดีกว่าไม่มีประสบการณ์อะไรเลย เขาบอกว่าตัวเองรู้สึกขอบคุณวันแย่ๆ ได้ค่อนข้างง่าย

6. ความเสี่ยงที่ AI กังวลที่สุดตอนนี้ คือ "AI authoritarianism"

เป้าหมายของ OpenAI ตามที่เขาเล่า คือทำให้ AI เข้าถึงได้ง่าย ถูก และกระจายอำนาจออกไปให้คนจำนวนมาก ไม่ใช่ให้บริษัทหรือคนกลุ่มเล็กกลุ่มเดียวควบคุมโลก เขามองว่าทุกครั้งที่มนุษยชาติแลกเสรีภาพกับความปลอดภัย สุดท้ายขาดทุนในระยะยาว

7. คอขวดที่ใหญ่ที่สุดตอนนี้ของ OpenAI คือ "ทรานซิสเตอร์ แล้วก็อิเล็กตรอน"

คำตอบสั้นๆ ตรงประเด็นมาก เวลาถูกถามว่าอะไรจำกัดการสเกลของ AI ต่อจากนี้

8. บริษัทมหาชน (joint stock corporation) คือสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ไม่ใช่เทคโนโลยีตัวใดตัวหนึ่ง

Altman มองว่าก่อนมีบริษัทมหาชน โลกมีแต่ธุรกิจครอบครัวที่ต้องรู้จักกันหมดถึงจะเชื่อใจได้ พอมีบริษัทมหาชนเกิดขึ้น คนนับล้านกลายเป็นผู้ถือหุ้นได้ และนี่คือสิ่งที่ทำให้ทุนนิยมจัดแนวผลประโยชน์ของคนจำนวนมหาศาลได้สำเร็จ

9. CEO เก่งๆ ส่วนใหญ่ไม่ใช่โรคจิต แต่สิ่งที่ขับเคลื่อนพวกเขาคือการเล่นเกมที่ยากที่สุด

เขาถูกถามเรื่องสถิติ CEO ที่มีลักษณะ sociopath สูง แต่เขาตอบว่า CEO เก่งจริงๆ ที่เขารู้จักส่วนใหญ่ไม่เข้าข่ายนั้น สิ่งที่ขับเคลื่อนพวกเขาคือการดูว่าตัวเองเก่งขึ้นกว่าปีที่แล้วแค่ไหน

10. หลัง ChatGPT ปล่อยตัว โลกเกือบระเบิด เขาเลยตัดสินใจบินรอบโลก 28 ประเทศใน 35 วัน

เขาเล่าว่าช่วงนั้นผู้นำโลกกลัวว่า AI กำลัง "ตื่นขึ้นมา" ต้องควบคุมไหม เขาเลยตัดสินใจเอาให้จบในทริปเดียวแทนที่จะบินหลายรอบสั้นๆ เพราะเกลียดเจ็ตแล็ก จนวันท้ายๆ เพลียถึงขั้นฝันว่าตัวเองอยู่ในห้องนอนวัยเด็ก

11. คนส่วนใหญ่ไม่กล้าฝันใหญ่ เพราะโดนสอนมาตั้งแต่เด็กว่าอย่าทะเยอทะยานเกินไป

เขาสังเกตจากการทำ office hours ที่ Y Combinator ว่าคนที่เคยทำงานบริษัทใหญ่มา ระดับความเชื่อมั่นในตัวเองมักต่ำมาก เพราะแทบทุกวัฒนธรรมมีคำแบบ "tall poppy syndrome" ที่ลงโทษคนที่คิดใหญ่เกินไป วิธีแก้ที่เขาเชื่อคือให้คนได้ชนะเล็กๆ ซ้ำๆ จนเชื่อในตัวเองมากขึ้น

12. ตัดสินใจทำ Codex แข่งกับ Claude Code ทั้งที่แพ้อยู่แล้ว เพราะเชื่อว่ามันสำคัญเกินกว่าจะยอมแพ้

เขาเล่าว่าตอนนั้น OpenAI ตามหลัง Claude Code อยู่มาก และคนทั่วไปมองว่าการแข่งในตลาดที่มีคนครองอยู่แล้วเป็นความคิดที่โง่ แต่ทีมทำสำเร็จจนตอนนี้ Codex กลายเป็นเครื่องมือที่นักเขียนโค้ดเก่งๆ หลายคนใช้จริง

13. ฆ่าโปรเจกต์ที่กำลังไปได้ดี อย่าง robotics และ Sora บางส่วน เพื่อทุ่มทรัพยากรให้ coding agents

เขาบอกว่าการตัดสินใจแบบนี้ไม่ใช่การประชุมครั้งเดียว แต่เป็นการค่อยๆ ตระหนักว่ามีการใช้ compute ที่สำคัญกว่า และแม้คนในทีมจะไม่แฮปปี้ในตอนนั้น สุดท้ายก็เข้าใจว่าทำไปเพื่อภารกิจใหญ่กว่า

14. ปิดการแจ้งเตือนมือถือทั้งหมด และลบ TikTok ทิ้ง หลังจากตั้งใจให้ตัวเองเสพติดมันเพื่อวิจัย Sora

เขาเล่าว่าตอนแรกคิดว่าคุมตัวเองได้ ดูแค่ 10 นาทีก่อนนอน แต่สุดท้ายกลายเป็นนั่งดู 3 ชั่วโมงในบ่ายวันเสาร์ เขาสรุปว่าไอโฟนเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ แต่เขาไม่ชอบความสัมพันธ์ของตัวเองกับมันอีกต่อไป

15. เทรนด์จริงกับเทรนด์ปลอม แยกกันตรงที่คนใช้ของนั้นแล้ว "ออกแบบชีวิตรอบมัน" หรือเปล่า

เขายกตัวอย่าง VR ว่าเป็นเทรนด์ปลอม เพราะคนซื้อมาแล้วไม่ได้รักมันจริง สุดท้ายวางไว้บนหิ้ง ต่างจาก ChatGPT ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเขาแทบทุกวัน มุมคิดนี้เขาบอกว่าซึมซับมาจากการดูข้อมูลสตาร์ทอัพนับพันตอนอยู่ที่ Y Combinator

ฟังจบแล้วกลับมาคิดว่า สิ่งที่ยากที่สุดของการทำงานในยุคนี้ อาจไม่ใช่การหาไอเดีย แต่คือการกล้าเชื่อในกราฟเอ็กซ์โพเนนเชียลที่คนส่วนใหญ่ยังไม่กล้าเชื่อ ครับ

https://www.youtube.com/watch?v=Vv3CEAS_w34

อยากใช้ AI กับงานจริงเป็นระบบ?

เรียน Claude Method — วิธีคิดและลงมือใช้ Claude/AI กับงานจริง ตั้งแต่วันแรก

ดูคอร์ส →

📍 โพสต้นฉบับบน Facebook: AI กับ Peesamac