Mark Zuckerberg เขียนจดหมายยาวชื่อ "The Future is for Everyone"…
ใจความหลักที่เขาย้ำคือ ถ้าอยากให้ superintelligence ทำให้ชีวิตคนดีขึ้นจริง อำนาจต้องอยู่ในมือคนทั่วไป ไม่ใช่กระจุกอยู่กับบริษัทหรือรัฐบาลไม่กี่ที่ และเขาอยากให้มันถูกใช้ไปกับการคิดค้นสิ่งใหม่ อย่างยารักษาโรคหรือธุรกิจใหม่ๆ มากกว่าเอาไปแทนคนทำงานเดิม
เขาแปลกใจว่าทำไมคนที่พัฒนา AI หลายคนพูดแต่เรื่องหายนะ ทั้งที่ถ้าเชื่อจริงว่า AI จะทำให้งานหายและมนุษย์หมดความสำคัญ ก็ไม่ควรรีบสร้างมันขึ้นมาก่อน เขามองว่าแนวคิดที่บอกว่าทางเดียวที่ปลอดภัยคือให้อำนาจไปกระจุกอยู่ที่คนกลุ่มเดียว มีปัญหาในตัวเองอยู่แล้ว เพราะประวัติศาสตร์ไม่เคยมีอำนาจเบ็ดเสร็จที่ดูแลมนุษยชาติได้ดีจริง
สิ่งที่ Meta วางแผนจะทำมีหลายชั้น เอเจนต์ส่วนตัวที่ทำงานให้ 24 ชั่วโมง รู้เป้าหมายและเรื่องที่เราแคร์ มีโหมดส่วนตัวที่แม้แต่ Meta เองก็เข้าไม่ได้ ใช้งานผ่านมือถือไปจนถึงแว่นได้หมด เครื่องมือสร้างของที่ทำให้ลูกสาวเขาอายุ 8 ขวบเขียนโค้ดทำวิดีโอเองได้ในเย็นวันเดียว เครื่องมือทำธุรกิจที่ทำให้คนคิดไอเดียแล้วลงมือทำได้เองโดยไม่ต้องระดมทุนหรือตั้งทีมใหญ่ ติวเตอร์ปริญญาเอกส่วนตัวสอนได้ทุกวิชาไม่มีวันหมดความอดทน และงานวิจัยด้านชีววิทยาที่ Biohub ของเขาเริ่มปล่อยโมเดลโอเพนซอร์สช่วยนักวิทยาศาสตร์คิดยาใหม่แล้ว ปิดท้ายด้วยรุ่นฟรีที่เปิดให้คนหลายพันล้านคนใช้ได้จริง ส่วนคนที่อยากจ่ายเพิ่มจะมีระบบประมูลที่ทำให้ทุกคนได้ราคาต่ำสุดเท่าที่เป็นไปได้
ช่วงถัดมาเขาไล่ตอบความเสี่ยงทีละเรื่อง เรื่องงานหาย เขาเชื่อว่าคนมีความต้องการสิ่งใหม่ไม่มีวันหมด และถ้าความสามารถของคนโตทันหรือโตเร็วกว่า automation งานจะยังเพิ่มไม่ลด ยกตัวอย่างอาชีพที่ไม่เคยมีเมื่อรุ่นก่อน เช่นคนทำแอป ครีเอเตอร์โซเชียล ช่างรถไฟฟ้า แล้วทำนายว่าจะมีอาชีพใหม่แบบสตูดิโอคนเดียวออกแบบของเล่นเอง หรือนักชีววิทยาส่วนตัวที่ใช้ superintelligence คิดยาเฉพาะคน
เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เขาพูดถึง community compact ที่ Meta ทำกับชุมชนที่สร้างศูนย์ข้อมูล ยกตัวอย่าง Richland Parish รัฐลุยเซียนา ที่ครูได้โบนัส 50,000 ดอลลาร์จากภาษีที่เพิ่มขึ้น พร้อมตั้งเป้าคืนน้ำให้ชุมชนมากกว่าที่ใช้ภายในปี 2030
เรื่องความปลอดภัยไซเบอร์และความเสี่ยงชีวภาพ เขาเสนอให้แล็บ AI ชั้นนำแบ่งปัน checkpoint การเทรนโมเดลให้รัฐบาลตรวจสอบตั้งแต่ระหว่างเทรน ไม่ต้องรอให้เทรนเสร็จก่อน เพื่อให้รัฐมีเครื่องมือป้องกันทันเวลา
เรื่องเสรีภาพและรัฐบาล เขาย้ำว่าคนต้องมีโหมดส่วนตัวที่ปลอดภัยจริง แบบเดียวกับที่ WhatsApp เข้ารหัสข้อความจนแม้แต่ Meta เองก็อ่านไม่ได้
เรื่องการนำของสหรัฐฯ เขามองว่าความได้เปรียบมีอายุสั้นมาก แค่ล่าช้าไปเดือนเดียวอาจเสียตำแหน่งผู้นำให้แล็บต่างชาติได้ เลยเสนอให้รัฐบาลอเมริกาเร่งอนุมัติโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและดาต้าเซ็นเตอร์เร็วขึ้น
ส่วนที่หนักสุดคือเรื่อง alignment และความเสี่ยงต่อการอยู่รอดของมนุษยชาติ เขาบอกว่าไม่มี superintelligence ตัวเดียวที่ดีต่อทุกคนพร้อมกันได้ เพราะคนแต่ละคนให้คุณค่ากับเรื่องต่างกัน ทางที่ดีกว่าคือให้ทุกคนมีเอเจนต์ของตัวเอง แล้วให้มันคานอำนาจกันเองแบบที่ระบบเศรษฐกิจและประชาธิปไตยทำมาตลอด เขายกตัวอย่างว่าถ้ามีแค่คนเดียวมีทนายความ superintelligence คนนั้นจะได้เปรียบในศาลอย่างไม่เป็นธรรม แต่ถ้าทุกคนมีเหมือนกัน กระบวนการยุติธรรมจะยุติธรรมขึ้นแทน
เรื่องที่น่ากลัวที่สุดในจดหมายคือ recursive self-improvement หรือ AI ที่ปรับปรุงตัวเองได้ เขายอมรับว่าถ้าแล็บไหนปล่อยให้ AI ทุ่มคอมพิวต์ไปกับการพัฒนาตัวเองแบบไม่หยุด อาจได้ intelligence เพิ่มขึ้นหลายสิบเท่าจากคอมพิวต์เท่าเดิม จนกลายเป็น superintelligence ตัวเดียวที่ทรงพลังกว่าทุกคนรวมกัน Meta เลยประกาศว่าจะทุ่มคอมพิวต์ส่วนใหญ่ไปกับการรับใช้คนแทนที่จะแข่งเรื่องนี้
Alexandr Wang หัวหน้าฝ่าย AI ของ Meta ตอบทวีตต่อจากจดหมายนี้ ยืนยัน 4 ข้อที่ Meta จะทำจริงเรื่อง alignment ให้เอเจนต์ทำตามเจตนาคนใช้ไม่งั้นคนจะย้ายไปใช้เจ้าอื่น ให้มี external evaluator ตรวจสอบก่อนปล่อยโมเดล ให้แล็บทุกที่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศประชาธิปไตยและรับผิดชอบถ้าโมเดลทำอันตราย และย้ำอีกครั้งว่าคอมพิวต์ส่วนใหญ่จะไปกับการรับใช้คนไม่ใช่แข่ง recursive self-improvement
ผมอ่านจบแล้วรู้สึกว่านี่คือจดหมายที่จริงจังที่สุดฉบับหนึ่งจาก big tech เรื่องทิศทาง AI เพราะมันไม่ได้พูดแค่ฟีเจอร์ใหม่ แต่วางจุดยืนทางปรัชญาเลยว่าอำนาจควรอยู่ที่ใคร แล้วเอาไปเทียบกับแล็บอื่นที่เน้นขายให้องค์กร/รัฐบาลเป็นหลัก คนละทิศกันชัดเจน
อยากใช้ AI กับงานจริงเป็นระบบ?
เรียน Claude Method — วิธีคิดและลงมือใช้ Claude/AI กับงานจริง ตั้งแต่วันแรก
📍 โพสต้นฉบับบน Facebook: AI กับ Peesamac