Framer ทำคีย์บอร์ดของตัวเองออกมาขาย ชื่อ Framer F1…
ที่ผมว่าเป็นไอเดียดีคือจอ LCD สีแนวตั้งเล็กๆ ที่ฝังอยู่ริมขวา มันต่อกับ Framer โดยตรงแล้วขึ้นสถิติเว็บเราแบบสด ว่าเพิ่งปล่อยของไปเมื่อไหร่ ตอนนี้มีคนอยู่บนเว็บกี่คน แล้วสามสิบวันที่ผ่านมามีคนเข้ากี่ครั้ง เป็นการเอาตัวเลขที่ปกติต้องเปิดแท็บไปดู มาวางไว้ตรงหน้าโดยไม่ต้องเปิดอะไรเลย
สเปกก็จัดเต็ม เป็นคีย์บอร์ดโปรไฟล์ต่ำขนาด 75 เปอร์เซ็นต์ 84 ปุ่ม สวิตช์ถอดเปลี่ยนได้เอง คีย์แคป PBT แบบ dye-sub ลูกบิดอลูมิเนียมสองตัวที่ตั้งค่าได้ บลูทูธจำได้สามเครื่อง แบต 3000 mAh ใช้ได้ทั้ง macOS Windows และ Android
มีจุดหนึ่งที่ผมสังเกตในหน้าเว็บเขาเอง ตรงคำโปรยเขียนว่าเป็นสวิตช์แบบ tactile แต่พอเลื่อนลงไปดูตารางสเปกกลับเขียนว่า linear 55 กรัม สองอย่างนี้คนละแบบกันเลย ใครจะสั่งน่าจะถามให้ชัดก่อน
ทีนี้ฝั่งที่ทำให้ผมลังเล อย่างแรกคือราคา 439 ดอลลาร์ ตีเป็นเงินไทยราวหนึ่งหมื่นห้าพันบาท ยังไม่รวมค่าส่งกับภาษี ซึ่งเป็นราคาที่ซื้อคีย์บอร์ดดีๆ ได้สองตัว
อย่างที่สองที่คนเล่นคีย์บอร์ดจะติดแน่ๆ คือมันไม่รองรับ VIA กับ QMK ซึ่งเป็นมาตรฐานที่วงการนี้ใช้กัน ต้องตั้งค่าผ่านโปรแกรม Input ของ Work Louder เท่านั้น แปลว่าถ้าวันหนึ่งเขาเลิกทำโปรแกรมตัวนี้ เราก็ปรับแต่งอะไรไม่ได้อีก
อย่างที่สามคือคุณค่าของมันผูกกับการที่เราใช้ Framer เป็นหลัก ถ้าไม่ได้ทำเว็บบน Framer ทุกวัน ปุ่ม Publish กับจอสถิติก็เหลือแค่ปุ่มธรรมดากับนาฬิกา ซึ่งเขาบอกว่าเอาไปตั้งใช้กับแอปอื่นได้ แต่นั่นก็แปลว่าเรากำลังจ่ายค่าฟีเจอร์ที่ไม่ได้ใช้
แล้วก็ยังไม่มีรีวิวจากคนที่ได้เครื่องจริงเลย เพราะเพิ่งเริ่มส่งเมื่อวานนี้เอง ที่เห็นวิจารณ์กันตอนนี้เป็นความเห็นจากตอนเปิดตัวทั้งนั้น ซึ่งแบ่งเป็นสองฝั่งชัดเจน ฝั่งหนึ่งบอกว่าสวยมากอยากได้ อีกฝั่งบอกว่าเอาแรงไปพัฒนาซอฟต์แวร์ดีกว่าไหม
ความเห็นผมคืออย่ามองมันเป็นคีย์บอร์ด ให้มองว่านี่คือการที่บริษัทซอฟต์แวร์ทำของจับต้องได้ออกมา เพื่อให้คนที่ใช้ของเขาทุกวันรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน ปุ่ม Publish ปุ่มเดียวนั้นไม่ได้ประหยัดเวลาอะไรมากหรอก เพราะกดคีย์ลัดก็ได้เหมือนกัน แต่มันเปลี่ยนการปล่อยงานให้กลายเป็นพิธีกรรมที่มีเสียงมีสัมผัส ซึ่งนั่นแหละคือสิ่งที่เขาขาย
ผมว่าเทรนด์นี้จะมาอีกนะครับ เราเริ่มเห็นบริษัทซอฟต์แวร์ทำฮาร์ดแวร์เล็กๆ ของตัวเองกันมากขึ้น เพราะในโลกที่ทุกอย่างอยู่ในเบราว์เซอร์เหมือนกันหมด ของที่วางอยู่บนโต๊ะจริงๆ กลายเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้แบรนด์แตกต่างได้
อยากใช้ AI กับงานจริงเป็นระบบ?
เรียน Claude Method — วิธีคิดและลงมือใช้ Claude/AI กับงานจริง ตั้งแต่วันแรก
📍 โพสต้นฉบับบน Facebook: AI กับ Peesamac