News / How-to / รวมค่าย
รวมค่าย · How-to

Block ของ Jack Dorsey อดีต CEO Twitter กำลังสร้าง…

Mac
ภีศเดช เพชรน้อย
1 เม.ย. 2026 · อ่าน 11 นาที
Block ของ Jack Dorsey อดีต CEO Twitter กำลังสร้าง…

สิ่งที่ Block กำลังท้าทายคือความเชื่อพื้นฐานของโลกธุรกิจว่า บริษัทต้องมีลำดับชั้นเพื่อให้คนจำนวนมากทำงานร่วมกันได้ แต่จริง ๆ แล้ว hierarchy เกิดขึ้นเพราะ “ข้อจำกัดของมนุษย์” ทั้งเรื่องความจำ การรับรู้ และจำนวนคนที่ดูแลได้ในเวลาเดียวกัน 

ลองนึกภาพองค์กรแบบเดิม

• คนหน้างานทำ → รายงานสถานะ

• ผู้จัดการ → รวบรวม + แปลข้อมูล

• ผู้บริหาร → ตัดสินใจ

• แล้วส่งคำสั่งลงมา

ทั้งระบบคือ pipeline ของ “การส่งข้อมูล” มากกว่าสร้างคุณค่าใหม่

ปัญหาคือ

• layer ยิ่งเยอะ → ข้อมูลยิ่งช้า

• context หายระหว่างทาง

• การตัดสินใจ delay

Block เลยมองว่า bottleneck จริงขององค์กรใหญ่คือ “coordination” ไม่ใช่ “productivity”

แล้วอะไรเปลี่ยนในวันนี้

โดยเฉพาะบริษัทแบบ remote-first อย่าง Block ทุกอย่างกลายเป็น digital trace

• การคุย → มี log

• งาน → มี history

• การตัดสินใจ → ถูกบันทึก

• progress → track ได้

ข้อมูลทั้งหมดกลายเป็นสิ่งที่ AI อ่านและเข้าใจได้

คำถามคือ ถ้า AI เห็นภาพรวมทั้งหมดแบบ real-time แล้ว ยังต้องมีคนคอยส่งสถานะขึ้นลงอีกไหม

นี่คือจุดเริ่มของสิ่งที่ Block สร้าง

Company World Model

มันไม่ใช่ dashboard ธรรมดา แต่คือ “ภาพความเข้าใจของทั้งบริษัท”

• รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น

• รู้ว่าอะไรติด

• รู้ว่าคอขวดอยู่ตรงไหน

• รู้ว่า resource ถูกใช้ยังไง

• รู้ว่าอะไรสร้าง impact จริง

และอัปเดตตลอดเวลา ไม่ต้องรอรายงาน

พูดง่าย ๆ คือ สิ่งที่ผู้จัดการเคยต้อง “คอยตาม คอยจำ คอยถาม”

ถูกย้ายไปอยู่ในระบบแทน

อีกด้านหนึ่งคือ

Customer World Model

จุดแข็งของ Block คือเห็น “พฤติกรรมการเงินจริง”

• ลูกค้าซื้ออะไร

• ร้านค้าขายได้เท่าไหร่

• cash flow เป็นยังไง

• ใครเริ่มมีปัญหา

ข้อมูลนี้ไม่ใช่ opinion แต่เป็น fact ที่เกิดขึ้นจริง 

และที่สำคัญคือ Block เห็นทั้งสองฝั่ง

• ฝั่งผู้ซื้อ (Cash App)

• ฝั่งผู้ขาย (Square)

เลยได้ภาพที่ลึกมาก

เมื่อ Company World Model + Customer World Model เชื่อมกัน

จะเกิดสิ่งที่เป็นหัวใจของทั้งหมด

Intelligence Layer

หน้าที่ของมันคือ

• เอา capability ต่าง ๆ (payment, lending, payroll ฯลฯ)

• มาประกอบเป็น solution

• ให้ “ถูกคน ถูกเวลา ถูกสถานการณ์”

แบบอัตโนมัติ

วิธีคิดเปลี่ยนทันที

จากเดิม

• ทีม product คิด → วาง roadmap → build → launch

กลายเป็น

• AI เห็น situation → compose → deploy

แบบ realtime

ตัวอย่าง

• ร้านค้ากำลังจะเงินตึง

→ AI จัด loan + repayment plan ให้ก่อนเกิดปัญหา

• user มี pattern บอกว่าอาจย้ายเมือง

→ AI setup การเงินใหม่ให้ทันที

นี่ไม่ใช่ automation ธรรมดา

แต่มันคือ “การตัดสินใจ + การลงมือทำ” ในระบบเดียวกัน

อีกส่วนที่สำคัญมากคือ capability

Block ไม่ได้สร้าง “โปรดักต์” เป็นชิ้น ๆ

แต่สร้างเป็น building blocks

• payment

• lending

• payroll

• card

• banking

แต่ละอย่างไม่มี UI ของตัวเอง

เป็นเหมือน LEGO ที่รอถูกประกอบ

ความฉลาดจริง ๆ อยู่ที่ “การประกอบ” ไม่ใช่ตัว feature

และนี่คือหน้าที่ของ Intelligence Layer

อีก insight ที่ลึกมากคือเรื่อง roadmap

ในโมเดลนี้

• ถ้า AI ประกอบได้ → งานสำเร็จ

• ถ้าประกอบไม่ได้ → ช่องว่างนั้น = roadmap

แปลว่า roadmap ไม่ได้มาจากการ brainstorm

แต่มาจาก “สิ่งที่ระบบพยายามทำแล้วทำไม่ได้”

นี่คือ shift จาก

• คิดก่อน → ทำ

ไปเป็น

• เจอของจริง → แล้วค่อยสร้าง

แล้วบทบาทของคนเปลี่ยนยังไง

Block แบ่ง role ใหม่แบบชัดเจน

• Individual Contributors (IC)

= คนที่ลงมือสร้างระบบ โมเดล และ capability ต่าง ๆ

มี context ครบจาก world model ไม่ต้องรอคำสั่ง

• Directly Responsible Individual (DRI)

= คนที่รับผิดชอบปัญหาหนึ่งแบบ end-to-end

เช่น แก้ churn ของลูกค้ากลุ่มหนึ่ง

• Player-Coach

= คนที่ยังทำงานจริง แต่โฟกัสพัฒนาคน

สิ่งที่หายไปคือ middle management แบบเดิม

เพราะงานหลักของมันคือ

• update status

• align งาน

• ส่งข้อมูล

ซึ่ง AI ทำได้เร็วและแม่นกว่า

แต่คนยังสำคัญมากในสิ่งที่ AI ยังทำไม่ได้

• judgment

• creativity

• ethics

• context ทางสังคม

• trust

Block เรียกจุดนี้ว่า “edge”

คือจุดที่ระบบต้องเจอกับโลกจริง

และคนต้องเป็นคนตัดสินใจ

อีก insight ที่ลึกมากคือเรื่อง constraint

ตลอด 2,000 ปีที่ผ่านมา

องค์กรติดข้อจำกัดเดียวกัน

• คนดูแลคนได้จำกัด (span of control)

• คนเยอะ → ต้องเพิ่ม layer

• layer เพิ่ม → ข้อมูลช้า

ไม่มีใครแก้ได้จริง

แม้แต่ model ใหม่ ๆ อย่าง Spotify squad, Valve หรือ holacracy

สุดท้ายก็ต้องมี hierarchy กลับมาบางส่วน

เพราะไม่มีระบบที่ทำ “coordination” แทนคนได้จริง

AI คือครั้งแรกที่มีโอกาสนั้น

เพราะมันสามารถ

• เห็นภาพทั้งองค์กร

• อัปเดต realtime

• route ข้อมูลทันที

• ทำให้ทุกคนมี context เท่ากัน

นี่คือการ break constraint ที่อยู่มานานมาก

แต่ก็มีความเสี่ยงจริง

• accountability → AI พลาด ใครรับผิดชอบ

• incentive → การเมืองในองค์กรยังมี

• data → บริษัทส่วนใหญ่ไม่มี data ดีพอ

• adoption → คนจะเชื่อระบบไหม

และอีกจุดที่ต้องพูดตรง ๆ

Block เพิ่งลดพนักงานจำนวนมากก่อน push แนวคิดนี้

เลยมีทั้งมุมที่มองว่า

• นี่คืออนาคตจริง

หรือ

• นี่คือ narrative รองรับ cost cutting

สุดท้ายต้องดู execution

สรุปแบบชัด ๆ

ตอนนี้ Block ใช้ AI แบบนี้ “ภายในองค์กร” เพื่อ transform ตัวเองก่อน 

ยังไม่ได้ขายเป็น product ภายนอก

แต่ถ้าทำสำเร็จ

สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ

• บริษัทเล็กลง แต่เร็วขึ้น

• การตัดสินใจ realtime มากขึ้น

• product กลายเป็น dynamic system

• roadmap มาจาก reality ไม่ใช่ assumption

และในระยะยาว

Block อาจกลายเป็น

• intelligent financial infrastructure

• ที่ประกอบบริการให้ลูกค้าแบบอัตโนมัติ

ในมุมผม สิ่งที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่ AI เก่งขึ้น

แต่คือคำถามใหม่ที่มันเปิด

“ถ้าวันหนึ่งข้อมูลไหลได้ทันที และระบบเข้าใจทุกอย่างได้ตลอดเวลา

เรายังต้องสร้างองค์กรแบบเดิมอยู่ไหม”

ที่ผ่านมาเราสร้างบริษัทตามข้อจำกัดของมนุษย์

แต่วันนี้ constraint นั้นเริ่มหายไป

และ Block คือหนึ่งในบริษัทแรก ๆ ที่กำลังลองสร้างคำตอบใหม่ตั้งแต่ศูนย์

อยากใช้ AI กับงานจริงเป็นระบบ?

เรียน Claude Method — วิธีคิดและลงมือใช้ Claude/AI กับงานจริง ตั้งแต่วันแรก

ดูคอร์ส →

📍 โพสต้นฉบับบน Facebook: AI กับ Peesamac