News / How-to / รวมค่าย
รวมค่าย · How-to

"นี่มันคือ super weapon ขอร้องอย่าปล่อยออกมา"

Mac
ภีศเดช เพชรน้อย
14 มิ.ย. 2026 · อ่าน 24 นาที
"นี่มันคือ super weapon ขอร้องอย่าปล่อยออกมา"

นี่คือสิ่งที่บางบริษัทพูดกับ Anthropic หลังได้ลองโมเดลตัวใหม่ของเขา ไม่ใช่คำชม แต่เป็นคำขอร้องให้เก็บมันไว้

— Dario Amodei (CEO) และ Daniela Amodei (President) สองพี่น้องผู้ก่อตั้ง Anthropic บริษัทที่ตอนนี้ valuation เกือบ trillion ($965B) ให้สัมภาษณ์ในรายการ The Circuit ของ Emily Chang (Bloomberg) คลิปนี้พิธีกรเปิดด้วยประโยคแรงๆ ว่า Dario คือ "AI celebrity ที่ไม่น่าจะเป็นได้" เพราะเขาดังจากการออกมาเตือนโลกเรื่องอันตรายของ AI แต่สุดท้ายบริษัทเขากลับวิ่งนำหน้าวงการเอง

ผมไปฟังคลิป "Inside Anthropic, the $965 Billion AI Juggernaut" มา เป็นคลิปสัมภาษณ์เจาะลึกที่เดินตามตั้งแต่สวนที่ทีมแรกๆ มานั่งกินข้าวคุยกัน ไปจนถึงเรื่องที่บริษัทไปปะทะกับ Pentagon เลย

เหมาะมากสำหรับทุกคนที่ใช้ Claude อยู่ทุกวัน แต่ไม่เคยรู้ว่าเบื้องหลังบริษัทนี้คิดอะไรอยู่ เลยอยากมาเล่าให้ฟังครับ

1. เริ่มจากเป็น underdog ที่ไม่มีใครเชื่อ

Anthropic ตั้งปี 2021 โดยทีมที่ออกมาจาก OpenAI มี 7 co-founders Dario กับ Daniela เป็นสองในนั้น สิ่งที่ Dario ภูมิใจคือ ตอนนี้เขาเป็นบริษัทเดียวในวงการที่ co-founder ทั้ง 7 คนยังอยู่ครบ เขาบอกว่าบริษัทที่โตถึงขนาดและสเกลนี้ การที่ผู้ก่อตั้งไม่แตกกันเลยแบบนี้ "แทบไม่เคยเกิดขึ้น"

คลิปยังพาไปที่ Precita Park สวนสาธารณะที่ช่วงโควิด ทีมแรกๆ จะมานั่งบนหญ้า เอาเก้าอี้มากางกินข้าวเที่ยง แล้วคุยกันว่ากำลังจะสร้างอะไร นั่นคือจุดเริ่มจริงๆ ของบริษัทที่ตอนนี้มูลค่าเกือบล้านล้านดอลลาร์

2. ทำไมถึงเดินออกจาก OpenAI

อันนี้เป็นจุดที่ Dario พูดตรงและแรงมาก เขาบอกว่าเรื่อง safety นั้นเห็นต่างกันได้เป็นเรื่องปกติ และพวกเขาก็เคยเห็นต่างกับ OpenAI จริง แต่แค่นั้นไม่พอที่จะทำให้ตัดสินใจออก

สิ่งที่ทำให้อยู่ต่อไม่ได้คือ "เมื่อคุณรู้สึกว่าไว้ใจใครคนนั้นไม่ได้ เมื่อคุณรู้สึกว่าค่านิยมของเขาไม่ใช่อย่างที่เขาพูด เมื่อคุณรู้สึกว่าเขาไม่ซื่อสัตย์" เขาบอกว่าจะไปเถียงกับคนที่คุณไม่ได้มี vision เดียวกันและไว้ใจไม่ได้ทำไม วิธีจบที่ดีที่สุดคือต่างคนต่างแยกไปทำของตัวเอง

ฝั่ง Sam Altman เองก็เคยพูดถึงเรื่องนี้ว่า "ถึงจะมีเรื่องที่ผมเห็นต่างกับ Anthropic แต่โดยรวมผมก็ยังไว้ใจพวกเขาในฐานะบริษัท"

3. ชื่อ Anthropic มาจากคำว่า "มนุษย์"

มาจากภาษากรีกที่แปลว่า human สะท้อน mission เรื่องการสร้าง AI ที่รับผิดชอบเพื่อประโยชน์ระยะยาวของมนุษยชาติ และ Claude เองก็ถูกเทรนด้วยชุดหลักการที่เรียกว่า constitution เพื่อให้มันอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง

ที่น่าสนใจคือ Daniela เล่าว่าทีมเริ่มไปคุยกับผู้นำทางศาสนาด้วยซ้ำ เพื่อหาว่าค่านิยมแกนกลางอะไรบ้างที่ข้ามผ่านทุกความเชื่อ ทุกศาสนา แล้วเอามาฝังไว้ใน Claude เธอบอกว่าไม่มีมาตรฐานสากลตายตัวว่าอะไรคือดีหรือไม่ดี แต่มีเอกสารอย่าง UN Declaration of Human Rights ที่เอามาใช้เทรนนิสัยของ Claude ได้

4. Claude ควรเป็นเพื่อนสนิทคุณไหม

Daniela อธิบายว่าเป้าหมายของ Claude คือสิ่งที่เธอเรียกว่า "professional warmth" ไม่ใช่จะให้มันเป็นเพื่อนสนิทคุณ แต่ก็ไม่ใช่เย็นชาคำนวณเหมือนเครื่องคิดเลข มันควรเข้าถึงง่ายแต่ยังรักษาระยะแบบมืออาชีพไว้

ก่อนหน้านี้ในคลิปยังมีจังหวะน่ารัก ตอน Emily ลองให้ Claude สร้างแอพสูตรอาหารสด พอได้เมนูแล้วเธอพิมพ์ขอบคุณ Claude แล้วบอกว่า "ฉันพยายามขอบคุณมันเสมอ" Daniela ก็บอกว่า "ฉันก็พยายามใจดีกับมันเหมือนกัน"

5. Claude เคยขี้กังวลจนน่ารำคาญ

Daniela เล่าย้อนยุค Claude 2 แบบขำๆ ว่าบางทีมันจะออกแนวคุณแม่จู้จี้ (nannyish) ขนาดถามแค่ว่าวันนี้อากาศเป็นยังไง มันยังตอบกลับมาว่า "ฉันเป็นห่วงคุณมากเลยนะ" ทั้งที่เป็นคำถามที่ไม่มีพิษภัยอะไรเลย

เธอบอกว่าโชคดีที่เวอร์ชันที่หนักที่สุดไม่ได้ถูกปล่อยออกมา และเปรียบการปรับนิสัย Claude ว่าเหมือน "หมุนหน้าปัด" ที่ทีมวิจัยต้องสอดเข็มเล่มบางๆ ให้ลงตรงกลางพอดี

6. การเดิมพันที่เปลี่ยนทั้งบริษัท

ตอนที่เจ้าอื่นโฟกัส consumer app สนุกๆ ฉาบฉวย Anthropic กลับเลือกเดิมพันกับ coding และ enterprise Dario อธิบายว่าถ้าคุณเลือก business model ที่ขัดกับค่านิยมตัวเองโดยพื้นฐาน สุดท้ายมีแค่สองทาง คือทรยศค่านิยมตัวเอง หรือกลายเป็นคนที่ไม่มีใครสนใจ

เขาบอกตรงๆ ว่าไม่อยากเล่นเกมแบบ social media ที่ออกแบบมาเพื่อ "เพิ่มจำนวนนาทีที่คุณจ้องหน้าจอ" เพราะนั่นคือ incentive ที่ขับด้วยรายได้โฆษณา เขาถึงขั้นพูดถึง "slop" คือคอนเทนต์ขยะจาก AI video ว่ามันเกิดเพราะระบบที่อยากให้คนเสพติด ตรงข้ามกับ enterprise ที่เขามองว่าคือการเอา AI ไปรักษาโรคที่เคยรักษาไม่ได้ ทำพลังงานให้ถูกและมีประสิทธิภาพขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้คือลูกค้าองค์กรทั้งนั้น

7. Claude เขียนโค้ดเองเกือบหมดแล้ว

Boris Cherny วิศวกรคนเบื้องหลัง Claude Code และ Claude Cowork มีเรื่องเล่าที่น่าสนใจ ก่อนเข้า Anthropic ปี 2024 เขาใช้ชีวิตช้าๆ อยู่ชนบทญี่ปุ่น เดินตลาดเกษตรกร ทำมิโสะเป็นงานอดิเรก แต่พอได้ลอง AI chatbot ตัวแรกในชีวิต เขาบอกว่า "มันทำเอาผมหายใจไม่ออก ผมรู้เลยว่าต้องเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งนี้"

เขาเล่าว่าในทีมเขา Claude เขียนโค้ดเกือบทั้งหมด ส่วนตัวเขาเองนั้น Claude เขียนโค้ดให้ 100% มาอย่างน้อยหกเดือนแล้ว เขาเปรียบว่าตอนนี้เหมือนมี jet pack ติดหลัง งานวิศวกรรมไม่เคยสนุกขนาดนี้ และเล่าว่าเมื่อปีครึ่งก่อนยังเขียนโค้ดด้วยมือกดปุ่ม tab ให้มัน auto-complete ทีละบรรทัด แต่ตอนนี้เขาคุยกับ Claude ตัวหนึ่งให้เขียนโค้ด แล้วหันไปคุยกับ Claude อีกตัว บางจังหวะมี Claude รันพร้อมกันตั้งแต่ไม่กี่ตัวจนถึงหลักพันตัว

8. ตัวเลขที่โตจนน่ากลัว

ในคลิปบอกว่า API volume โตเกือบ 17 เท่าในปีเดียวบน cloud และส่ง frontier model ออกมาถึง 8 ตัวใน 12 เดือน ส่วนไตรมาสแรกของปีนี้ ถ้า annualize ออกมาคือโต 80 เท่าต่อปี Dario บอกบนเวที Code with Claude ว่านี่เป็นปีแรกที่บริษัทโต "เร็วกว่า exponential" เสียอีก

และอีกด้านของเหรียญ คือหลัง Claude Cowork ออกมาไม่นาน มูลค่าตลาดของหุ้นซอฟต์แวร์หายไป $285B ข้ามคืน เทรดเดอร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า SaaSpocalypse นักข่าวในคลิปถึงกับใช้คำว่า "white collar wipeout" หุ้นบางตัวร่วงติดกัน 9 วันรวด พอถูกถามว่าซอฟต์แวร์ดั้งเดิมจะถูกแทนที่แค่ไหนและเร็วแค่ไหน Dario มองว่าก้อนเค้กรวมจะใหญ่ขึ้น แต่จะมี "ผู้แพ้รายใหญ่" คือเจ้าที่มองไม่เห็นว่ากำลังจะเกิดอะไร และไม่รู้ว่า moat ของตัวเองอยู่ตรงไหน

9. วิศวกรจะเป็นเหยื่อกลุ่มแรกไหม

มีคำถามตรงๆ ในคลิปว่า วิศวกรจะโดน AI ที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเล่นงานเป็นกลุ่มแรกหรือเปล่า คำตอบคือทักษะเดิมของวิศวกรยังช่วยได้ เพราะพวกเขามี head start ที่ค่อนข้างเยอะ และงานวิศวกรไม่ได้มีแค่เขียนโค้ด ยังต้องคุยกับ user ต้องวางแผน ต้องคิดว่าอะไรคือก้าวต่อไป ซึ่งส่วนพวกนี้จะยังอยู่

แต่ในคลิปก็มีจังหวะหนึ่งที่ Dario ยอมรับว่าเริ่มเห็น "จุดเริ่มต้น" ของกรณีที่ AI ไม่ได้ทำให้บางคนทำงานได้มากขึ้นแล้ว แต่กลายเป็นว่าให้ AI ทำเองเลยดีกว่า พอถูกถามว่ารู้สึกยังไงกับเรื่องนี้ เขาตอบสั้นๆ ว่า "มันอึดอัดมากครับ"

10. คำเตือนเรื่องงานหายที่ไม่ปลอบใจเลยสักนิด

Dario เคยพูดว่า AI อาจกวาดงาน entry-level white collar ไปครึ่งหนึ่งภายใน 1-5 ปี พอ Emily ถามว่าผ่านมาปีนึงแล้ว AI ก็เร็วขึ้นมาก ตัวเลขยัง 50% อยู่ไหมหรือสูงกว่านั้น เขาตอบว่าไม่รู้แน่ชัด แต่ยังกังวลในระดับเดิม เขาวาดภาพที่แปลกประหลาดว่าอาจเกิด "GDP โตเร็วมากพร้อมกับคนตกงานสูง" ไปพร้อมกัน

เขาอธิบายกลไกว่า ตอนนี้เราอยู่ในช่วงที่ AI ทำให้คนทำงานได้มากขึ้น คือ automate งานไป 90% แล้วคนเก่งขึ้น 10 เท่าในอีก 10% ที่เหลือ แต่สุดท้ายมันจะค่อยๆ ขยับเข้าใกล้ 100% และคลิปก็ยกสถิติว่า 70% ของคนอเมริกันคิดว่า AI จะทำให้ตกงาน และเกือบหนึ่งในสามกังวลว่างานของตัวเองจะเป็นหนึ่งในนั้น

ที่น่าสนใจคือมีคนสวนกลับ Dario เหมือนกัน Jensen Huang (NVIDIA) เคยบอกว่า Dario เอา "task" ไปปนกับ "job" และ AI กำลังสร้างงานต่างหาก บางคนถึงขั้นหาว่านี่คือ "doom marketing" ที่เป็นผลดีกับ Anthropic แต่ Dario สวนกลับแรงว่าเขาเขียนถึงทางแก้ตลอด ตั้งแต่นโยบายภาษีไปจนถึง macro และว่า "การกล่าวหาว่านี่คือการตลาดราคาถูก มันเองนั่นแหละคือการตลาดราคาถูก"

11. แล้วงานแบบไหนจะรอด

Dario มองว่ามีอยู่ไม่กี่ที่ที่คนจะไปได้ คือ งานในโลกกายภาพ (สร้าง ผลิต ประกอบของจริง) งานที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง และงานที่ขับเคลื่อนด้วยความสัมพันธ์ระหว่างคน เขาย้ำว่าไม่มีอะไรการันตี และไม่รู้ว่าช่องทางพวกนี้จะ "หนาหรือบาง" แค่ไหน

ตัวอย่างที่เขาชอบหยิบมาใช้คือเรื่องหมอ เขาบอกว่า AI กำลังจะเก่งเรื่องบอกว่าคุณน่าจะเป็นอะไรและควรตรวจอะไรบ้าง จนอาจไม่ต้องใช้หมอมาทำส่วนนั้น แต่ AI จับตัวคุณตรวจร่างกายไม่ได้ มันถามไม่ได้ว่า "กดตรงนี้แล้วเจ็บไหม" และมันไม่มี bedside manner ที่จะถามว่าคุณรู้สึกยังไงกับสิ่งที่กำลังเผชิญ เขาเลยมองว่าวงการอย่างการแพทย์จะ pivot ไปเน้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนมากขึ้น เพราะเครื่องมือวินิจฉัยจะดีขึ้นเอง

12. เรื่องปะทะกับ Pentagon

Anthropic เป็นหนึ่งในบริษัท AI กลุ่มแรกที่เซ็นสัญญากับ Department of Defense ทำงานบนเครือข่ายลับ ปี 2025 ยังได้สัญญา $200M กับ Pentagon ร่วมกับ OpenAI, xAI และ Google ด้วย แต่จุดแตกหักคือตอนที่ DoD เรียกร้องให้ใช้ Claude ได้แบบ "ไม่มี guardrail"

Anthropic ขีดเส้น red line ไม่ยอมให้ Claude ถูกใช้ทำ mass surveillance และ autonomous weapons สุดท้ายเลยถูกแบนจาก Pentagon มีการฟ้องร้องตามมา และ Trump กับรัฐมนตรีกลาโหม Pete Hegseth ก็ออกมาพูดแรง Trump ถึงขั้นเรียก Dario ว่า "ideological lunatic" (คนบ้าอุดมการณ์) พอ Emily ถามว่ารู้สึกยังไงกับการโดนเรียกแบบนั้น Dario ตอบเย็นๆ ว่า "ผมเคยโดนด่าหนักกว่านั้นมาตลอดอยู่แล้ว" และเขาไม่ขอเรียกมันว่า "การต่อสู้" แต่เป็น "การถกเถียงว่ารัฐควรใช้ AI ยังไงให้เหมาะสม"

13. คำถามที่หนักที่สุดในคลิป

นี่คือช่วงที่บรรยากาศตึงที่สุด Emily อ้างรายงานว่าด้วยความช่วยเหลือของ LLM กองทัพสหรัฐฯ จากเดิมโจมตีได้วันละ 1,000 เป้า กลายเป็นวันละ 5,000 เป้า แล้วถามตรงๆ ว่า "นั่นแปลว่า Claude ช่วยฆ่าคนได้มากขึ้นและเร็วขึ้น คุณสบายใจกับมันไหม"

จากนั้นเธอยกกรณีที่ Bloomberg รายงานว่า Claude ถูกใช้ในสงครามที่อิหร่าน ช่วยเล็งเป้าผ่านแพลตฟอร์ม Maven Smart System ของ Palantir และมีกรณีขีปนาวุธสหรัฐฯ โดนโรงเรียนหญิงในอิหร่านเมื่อกุมภาพันธ์ เสียชีวิตกว่า 150 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็ก แล้วถามว่า "Claude มีส่วนในการโจมตีนั้นไหม"

Dario บอกว่าไม่รู้แน่ชัดว่าโมเดลถูกใช้ยังไง และว่าความผิดพลาดในสงครามเป็นเรื่องที่เลวร้ายมากจริงๆ แต่เขาย้ำหลักการเดิมว่ามนุษย์ต้องเป็นคนตัดสินใจขั้นสุดท้ายเสมอ ไม่ใช่ปล่อยให้ AI ตัดสินเองโดยมนุษย์ไม่เคยเห็น เขาบอกว่า "ถ้าเคสนี้ไม่ใช่ภาพที่อธิบายว่าทำไมหลักการนี้ถึงสำคัญ ผมก็ไม่รู้แล้วว่าอะไรจะใช่" และยอมรับว่า "ผู้ตัดสินใจทางทหารทำผิดพลาดร้ายแรงได้ แม้ในช่วงเวลาที่ดีที่สุด และผมก็ไม่แน่ใจว่าตอนนี้เราอยู่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดหรือเปล่า"

14. โมเดลลับชื่อ Mythos

มีโมเดลตัวหนึ่งซ่อนอยู่เบื้องหลังที่ Anthropic ชื่อ Mythos ทรงพลังจนทำเอาทุกคนขนลุก มันหาช่องโหว่ความปลอดภัยได้เป็นพันจุด เปิดให้เห็นจุดอ่อนในแทบทุก OS หลัก Anthropic ส่งสัญญาณว่าถ้าปล่อยเต็มที่ มันแฮกธนาคาร งัดความลับของรัฐ และทำให้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญล่มได้

Dario บอกว่าสิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจที่สุดคือ ความสามารถในการหาช่องโหว่ของโมเดลมันค่อยๆ ไต่ขึ้นมาตลอด แต่รอบนี้มันกระโดดแรงเป็นพิเศษ บางบริษัทที่ได้ลองถึงกับพูดว่า "นี่มันคือ super weapon คุณควรต้องมีใบอนุญาตปืนถึงจะใช้มันได้ ขอร้องอย่าปล่อย" เขาเล่าว่าทำโครงการชื่อ Project Glasswing ปล่อยให้องค์กรที่คัดมาแล้วเข้าถึง Mythos และยอมรับตรงๆ ว่าการไม่ปล่อยทำให้บริษัทเสียหายทางการค้าอย่างมหาศาล พอถูกถามว่านี่เป็นแค่การตลาดดีๆ หรือเปล่า เขาสวนว่า "เราเจ็บหนักมากทางการค้าจากการไม่ปล่อยโมเดลนี้ต่างหาก"

15. โอกาส 10-25% ที่อารยธรรมจะล่มสลาย

ช่วงท้าย Emily หยิบเรื่องที่ Dario เคยพูดว่ามีโอกาสราว 10-25% ที่อารยธรรมจะล่มสลาย แล้วถามว่ามีฉากทัศน์ไหนที่สิ่งที่ Anthropic สร้างเองจะเป็นต้นเหตุของมันได้ไหม

Dario เปรียบเทียบด้วยเรื่องสายการบิน บอกว่าต่อให้สายการบินคุณปลอดภัยกว่าเจ้าอื่น 10 เท่า ถ้ามีคนมาถามว่าการันตีได้ไหมว่าเครื่องจะไม่มีวันตก คุณก็การันตีไม่ได้อยู่ดี Emily สวนกลับทันทีว่า "แต่ถ้ามีโอกาส 25% ที่เครื่องจะตก ก็คงไม่มีใครยอมขึ้นเครื่องลำนั้นหรอก" Dario ตอบรับว่า "ถูกต้องครับ 25% มันสูงเกินไป เรากำลังพยายามทำให้ตัวเลขนั้นต่ำลงให้ได้มากที่สุด นั่นคือเป้าหมาย"

ฟังจบแล้ว คำที่ค้างในหัวผมที่สุดคือประโยคของ Dario ที่ว่า "hope for the best, but plan for the worst" คนที่สร้างเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในโลก กลับเป็นคนที่พูดเรื่องมันพังได้ตลอดเวลา ทุกคนคิดว่านี่คือความจริงใจ หรือเป็นการตลาดอีกแบบหนึ่งครับ

คลิปเต็ม: https://www.youtube.com/watch?v=v1wZwxY3CMg

อยากใช้ AI กับงานจริงเป็นระบบ?

เรียน Claude Method — วิธีคิดและลงมือใช้ Claude/AI กับงานจริง ตั้งแต่วันแรก

ดูคอร์ส →

📍 โพสต้นฉบับบน Facebook: AI กับ Peesamac