News / How-to / รวมค่าย
รวมค่าย · How-to

เล็งมานานว่างานสถาปนิก ปีนี้น่าสนใจ ปกติไม่ค่อยได้มา แต่พอเห็นธีม “สติ

Mac
ภีศเดช เพชรน้อย
2 พ.ค. 2026 · อ่าน 5 นาที
เล็งมานานว่างานสถาปนิก ปีนี้น่าสนใจ ปกติไม่ค่อยได้มา แต่พอเห็นธีม “สติ

พอมาแล้วมันไม่ใช่งานโชว์ AI แบบว้าวๆ อย่างเดียวเลย แต่เหมือนเป็นงานที่พยายาม “ตั้งหลักความคิดก่อนใช้ AI” มากกว่า ซึ่งเขาเล่าออกมาเป็นเฟรม SATI / WISDOM / PROMPT ที่ดูเรียบ แต่เอาจริงลึกมาก

SATI คือการหยุด ไม่ใช่หยุดเฉยๆ แต่คือการรับรู้ สังเกต และสะท้อน ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เหมือนตั้งสติให้ทันก่อนจะเอา AI มาช่วย ไม่ใช่รีบใช้เพราะมันเก่ง

WISDOM คือการกลับมาตั้งปัญญา ว่าเราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร ไม่ใช่แค่ why แบบผิวๆ แต่คือการเชื่อมโยง ตีความ และตกผลึกให้เกิด insight จริงๆ เช่น งานออกแบบ เราออกแบบเพื่ออะไร งานวิศวกรรม เราแก้ปัญหาอะไร

แล้ว PROMPT ในงานนี้ไม่ใช่แค่คำสั่ง แต่คือการแปลงความคิดทั้งหมดให้กลายเป็นระบบที่ AI เข้าใจได้ เป็นเหมือน interface ระหว่างมนุษย์กับเครื่อง

ยืนดูไปเรื่อยๆ จะเริ่มเห็นเลยว่า 3 อย่างนี้มันไม่ได้เรียงเป็น step แต่เป็น loop ที่วนกลับไปมาอยู่ตลอด และจุดเริ่มจริงๆ ไม่ใช่ prompt แต่คือ “วิธีคิดของเรา”

อีกมุมที่ผมชอบมากคือเรื่อง “การ encode วัฒนธรรมลงใน AI” ปกติเราจะกลัวว่า AI จะทำให้ของเดิมหาย แต่งานนี้เสนออีกมุมว่า ถ้าเราทำให้มันกลายเป็นระบบได้จริงๆ มันจะไม่หาย

และพอไม่หาย สิ่งที่ตามมาคือเราไม่ต้องยึดติดกับรูปแบบเดิม แต่เอาแก่นของมันไปต่อยอด สร้างอะไรใหม่ได้ ซึ่งอันนี้โคตรน่าสนใจ

ในงานมีหลายเคสที่เล่าเรื่องนี้ชัดมาก อย่าง Open Dance Lab ที่เอาการเคลื่อนไหวของการเต้นมาแปลงเป็น data แล้วให้ AI ช่วยต่อยอด choreography ใหม่ โดยที่ยังมีรากของมนุษย์อยู่

หรือ Cyber Subin ที่พยายามแปลงความรู้เชิงวัฒนธรรมให้กลายเป็นระบบที่คอมพิวเตอร์เข้าใจได้ เหมือนย้าย “ภูมิปัญญา” จากคนไปอยู่ในระบบ

อีกเคสนึงที่ผมยืนดูนานคือพวกงานที่เอาวัสดุพื้นถิ่นอย่าง ใบไม้ มูลช้าง หรือโครงสร้างแบบมุง มา decode ว่ามันมี logic อะไรอยู่ข้างใน แล้วเอา logic นั้นไปสร้างงานสถาปัตยกรรมใหม่ผ่าน computation

มันเลยทำให้รู้สึกว่า AI ในงานนี้ไม่ได้มาแทนศิลปะเลย แต่มันมา “ขยาย” ศิลปะ

ก่อนหน้านี้ผมก็เป็นคนที่คิดว่า AI จะ challenge วงการ creative หนักมาก ว่าสุดท้ายมันจะมาแทนไหม แต่พอเดินงานนี้จบ ในบริบทไทยผมว่าเริ่มเห็นคำตอบแล้วว่า มันไม่แทน แต่มันจะ scale งานให้ไปได้ไกลขึ้น เร็วขึ้น และหลากหลายขึ้น

ศิลปะยังเป็นศิลปะอยู่ แต่มีเครื่องมือที่ทำให้มัน evolve

แล้วพอเดินออกมา มันไม่ได้แค่ได้ไอเดียเรื่องสถาปัตยกรรม แต่มันย้อนกลับมาถามตัวเองเลยว่า แล้ววงการอื่นล่ะ ใช้กรอบคิดนี้ได้ไหม

ถ้าเราเริ่มจากสติ เห็นให้ชัดก่อน

ตั้งปัญญา คิดให้ลึกก่อน

แล้วค่อยพร้อม(ท์) แปลงให้ AI เข้าใจและต่อยอด

มันอาจไม่ใช่แค่ทำให้เราใช้ AI เก่งขึ้น แต่ทำให้ “เราคิดชัดขึ้น” ด้วย

อันนี้แหละที่ผมว่าเท่ที่สุดของงานนี้ ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือวิธีคิดที่มันวางไว้ให้เราเอาไปใช้ต่อได้จริง

อยากใช้ AI กับงานจริงเป็นระบบ?

เรียน Claude Method — วิธีคิดและลงมือใช้ Claude/AI กับงานจริง ตั้งแต่วันแรก

ดูคอร์ส →

📍 โพสต้นฉบับบน Facebook: AI กับ Peesamac