วันนี้ผมไปบรรยายในงาน Local Calling เธอเล่าเขาวาด ของ CEA…
หัวข้อ Session 1 Creator's AI เวิร์กสร้างสรรค์ AI ส่งเสริม
AI ในกระบวนการสร้างคอนเทนต์ จาก Idea สู่ Draft ที่ใช้ได้จริง
300 คนสมัคร เข้าจริง 170 คน พิมพ์เล่าเรื่องบ้านตัวเองเต็มห้องแชท 90 นาทีเต็ม มีแต่เรื่องราวที่น่าสนใจไปหมดดด
ผมขอสรุปสิ่งที่พูดในวันนี้ไว้ตรงนี้ เผื่อคนพลาด หรือคนที่อยู่ในห้องอยากเอาไปทบทวน
1 การเขียน คือ การสื่อสาร
ก่อนคิดเรื่อง AI ผมขอย้อนกลับไปจุดเริ่มต้น ทุกครั้งที่เราเขียน เรากำลังส่งเครื่องบินกระดาษ จากหัวเราไปหาหัวคนอ่าน Message ที่ดีจึงต้องอยู่ตรง sweet spot ระหว่างแนวคิดที่เราอยากพูด กับ สิ่งที่คนอยากฟัง
ถ้าเอียงไปด้านเรามากไป คนอ่านไม่อิน
ถ้าเอียงไปด้านคนฟังมากไป มันก็ไม่ใช่เราอีกต่อไป
2 ปัญหาของยุค AI คือ ไม่ได้ฟังแค่สาร แต่ต้องฟังคนส่งสารด้วย
ทุกวันนี้ feed เต็มไปด้วยโพสต์ที่ AI เขียน อ่านแล้วรู้สึกว่า เบื่อ ซ้ำ ไม่ Connect เพราะมันมีแต่สาร ไม่มีคน
สิ่งที่ทำให้คอนเทนต์ของเราไม่ตายในยุคนี้ คือสะพาน 4 อย่างที่ AI ข้ามไม่ได้ คือ STORY TASTE FEEL VOICE
3 Writing Flow 7 ขั้น Human Zone กับ AI Zone
ผมแบ่งกระบวนการเขียนเป็น 7 ขั้น แล้วชัดเจนว่าขั้นไหนเราต้องทำเอง และขั้นไหน AI ช่วยได้
ขั้นที่ 1 STORY อยากเล่าอะไร เป็น Human Zone
ตั้งคำถามกับตัวเอง ขุดประสบการณ์ หา moment ที่เราอยากเล่าจริงๆ AI ใช้ในโหมด Safe Mode คือ มันถาม เราตอบ เราเหนื่อย แต่เราฉลาดขึ้น
ขั้นที่ 2 SENSE ใครฟัง เค้าอยากฟังยังไง เป็น Human Zone
Research simulate audience แตก motivation และ barrier ตัวอย่างที่ใช้ในห้อง คือวิเคราะห์คนกรุงเทพฯ ที่อินละครพีเรียด แต่ไม่เคยไปลพบุรี ว่าเขาน่าจะอยากได้อะไรจากงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ฯ
ขั้นที่ 3 STORY หาไอเดีย เป็น AI Zone
ให้ AI ช่วย search key point หามุมมองที่น่าสนใจ 5 ข้อ ก่อนเลือก angle ที่เราอินที่สุด
ขั้นที่ 4 FEEL และ LINK เขียนใส่อารมณ์จริง โยงให้คนอ่านรู้สึกว่าเกี่ยวกับเขา ขั้นนี้ผมเรียกว่า NO AI SESSION เพราะนี่คือจุดที่ AI หยิบไปไม่ได้ ต้องถามตัวเอง 5 ข้อ คือ เนื้อหาตรงกับสิ่งเขาสนใจไหม ภาษาเข้าใจง่ายไหม อารมณ์ตอนอ่านเป็นยังไง บริบทตรงกับชีวิตเขาไหม และ Relatability ทำให้รู้สึกว่านี่มันเรื่องของกูเลย หรือเปล่า
ขั้นที่ 5 VOICE และ TASTE ทำให้เป็นเรา เป็น Human Zone เรียกว่า NO AI SESSION เช่นเดียวกัน
Taste ที่ดีคือ มองเห็น แยกแยะ อธิบายได้ และเข้าใจคน
รู้ว่าอะไรดี ไม่ใช่แค่ชอบหรือไม่ชอบ แต่รู้ว่ามีคุณภาพตรงไหน
เห็น nuance ที่คนอื่นมองไม่เห็น
ฝึกฝนผ่านประสบการณ์ ยิ่งดู ยิ่งทำ ยิ่งเปรียบเทียบ ยิ่งเห็น pattern
ตัดสินได้อย่างมีเหตุผล รู้ว่าดีเพราะอะไร ไม่ใช่แค่รู้สึกว่ามันดี
เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น งานที่ดีต้องเหมาะกับคนที่รับมันด้วย
ขั้นที่ 6 POLISH และ ACCURATE ปรับให้ลื่น และตรวจแกรมม่า เป็น AI Zone
ให้ AI แยกข้อความเป็น Fact Claim Opinion Grammar
Claim ที่เป็น generalization ต้อง softening
Opinion ส่วนตัว ไม่ต้อง fact check แต่ต้องสื่อสารชัด
Grammar และ flow ปรับให้อ่านลื่น
ขั้นที่ 7 JUDGMENT ตัดสินสุดท้าย เป็น Human Zone
อันนี้ห้ามให้ AI ทำแทน เพราะปุ่มกด post คือชื่อเรา ไม่ใช่ชื่อมัน
4 หัวใจของวันนี้
ระหว่างที่ทุกคนพิมพ์เล่าบ้านตัวเองในห้องแชท ทั้งลพบุรีทุ่งทานตะวัน กำแพงเพชรริมน้ำปิง ขอนแก่นแกงแคไก่เมือง ระยองโขดปอ สงขลาแหลมสมิหลา ท่าฉลอมสมุทรสาคร เรวดีนนทบุรี ปทุมธานีกลิ่นข้าว ผมก็ยืนยันกับตัวเองอีกครั้งว่า
ของที่ AI เขียนแทนเราไม่ได้ ต่อให้มันเก่งขึ้นแค่ไหน คือสามอย่างนี้
1.ความรู้สึกกับงาน
2.ความสัมพันธ์กับงาน
3.ความทรงจำกับงาน
ที่เราต้องเลือกเอง
AI เขียนแทนงานได้ก็จริง แต่เขียนแทนความเป็นเราที่อยู่ในงานไม่ได้
ขอบคุณ CEA คิด Creative Thailand และทุกคนที่อยู่กับผมจนจบครับ
อยากใช้ AI กับงานจริงเป็นระบบ?
เรียน Claude Method — วิธีคิดและลงมือใช้ Claude/AI กับงานจริง ตั้งแต่วันแรก
📍 โพสต้นฉบับบน Facebook: AI กับ Peesamac



