บางโจทย์พออ่านจบแล้วอยากรับทันที ไม่ใช่เพราะง่าย แต่เพราะมันสนุก
รอบนี้เป็นบริษัทชื่อ COTY อยากให้ไปพูดกับเหล่า BA สองชั่วโมง ให้ได้ความรู้ด้าน AI กลับไป แถมต้องสนุกด้วย
คนฟังไม่ใช่พนักงานออฟฟิศที่นั่งหน้าจอทั้งวัน เขายืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ มีลูกค้าตรงหน้า มีเวลาตัดสินใจเป็นวินาที เครื่องมือเดียวที่มีคือมือถือในกระเป๋า
และที่ทำให้สนุกขึ้นไปอีกคือหลายคนใช้ AI อยู่แล้ว
ผมยิงโพลก่อนเริ่มคลาส คนตอบ 125 คน กลุ่มที่เยอะที่สุดคือใช้สัปดาห์ละสองสามครั้ง 29 เปอร์เซ็นต์ ใช้ทุกวันอีก 24 เปอร์เซ็นต์ รวมกับคนที่ใช้ตลอดเวลาแล้วเกินครึ่งห้อง
แต่ยังมีอีก 20 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่เคยแตะเลย
โจทย์จริงของวันนั้นเลยไม่ใช่ "สอน AI" แต่คือทำยังไงให้คนที่ใช้อยู่แล้วรู้สึกว่าได้ของใหม่ ขณะที่คนที่ยังไม่เคยลองไม่หลุดขบวนไปก่อนนาทีที่สิบ
ผมถามต่ออีกข้อว่าทุกวันนี้ใช้ AI ทำอะไรบ้าง คำตอบทะลักมาเป็นร้อย
อันดับหนึ่งคือแต่งรูป มาหกสิบกว่าคำตอบ ทิ้งห่างทุกอย่าง อันดับสองคือดูดวงกับหวย สิบยี่สิบกว่า ส่วนงานจริงอย่างคิดแคปชั่น เขียนเมล สรุปยอดขาย รวมกันทั้งหมดยังไม่ถึงครึ่งของแต่งรูป
ตรงนี้แหละที่ทำให้ผมรู้ว่าจะเดินยังไง
เขาไม่ได้กลัว AI เขาสนิทกับมันอยู่แล้ว แค่ยังใช้มันในฐานะของเล่นกับเพื่อนคุย ไม่ใช่เครื่องมือทำมาหากิน
ผมเลยไม่เริ่มจาก "AI คืออะไร" แต่เริ่มจากของที่เขาถนัดที่สุดแล้วค่อยดึงเข้างาน
กิจกรรมแรกคือให้จับคู่กัน ถ่ายรูปหน้าเพื่อนหนึ่งใบ แล้วสั่ง AI ให้แต่งหน้าคนในรูปครึ่งหน้าซ้ายเป็นสไตล์หนึ่ง ครึ่งหน้าขวาอีกสไตล์หนึ่ง เสร็จแล้วเอาไปให้เพื่อนทายว่าสไตล์อะไร
ฟังดูเหมือนเล่นสนุก แต่พอเฉลยเสร็จผมชี้ให้เห็นว่านี่คือคำถามที่เจอทุกวันที่เคาน์เตอร์ ลูกค้าถามว่าสีนี้จะเหมาะกับหนูมั้ยคะ เมื่อก่อนต้องให้ลอง ต้องเช็ดออก เสียเวลาทั้งสองฝ่าย ตอนนี้ให้เขาเห็นภาพตัวเองก่อนได้เลย
จากของเล่นกลายเป็นเครื่องมือปิดการขายภายในกิจกรรมเดียว
กิจกรรมที่สองผมกลับด้าน แทนที่จะให้ AI สร้าง ผมให้มันอ่าน
ใส่รูปเพื่อนลงไป ห้ามอธิบายอะไรทั้งนั้น แล้วให้ AI เดาว่าคนนี้น่าจะเป็นใคร อายุเท่าไหร่ ไลฟ์สไตล์แบบไหน งบซื้อเครื่องสำอางประมาณเท่าไหร่ และน่าจะกังวลเรื่องอะไรตอนเลือกซื้อ
แล้วให้อ่านให้เจ้าตัวฟัง ถามตรงๆ ว่าตรงมั้ย
และนั่นคือบทเรียนที่ผมตั้งใจให้เป็นแกนของทั้งวัน
AI เดาจากรูปอย่างเดียว มันไม่รู้จักคนคนนี้เท่าคุณ มันช่วยตั้งต้นให้เร็ว แต่คนที่ตัดสินใจว่าอะไรใช่ยังเป็นคุณ
พอวางฐานตรงนี้ได้ ที่เหลือก็ง่ายขึ้นเยอะ
ผมให้สูตรสั่งงานแค่สามข้อ บอกว่าคุณเป็นใคร บอกว่าอยากได้อะไรให้ใคร บอกว่าไม่เอาแบบไหน เท่านี้พอ ไม่ต้องท่องเทคนิคอะไรยาว
แล้วเติมท่าที่ผมว่าคนส่วนใหญ่ไม่รู้ คือถ้าคำตอบแรกไม่ถูกใจ บอกมันแก้ ไม่ต้องเริ่มใหม่ สั้นกว่านี้ เป็นกันเองกว่านี้ ขอสามแบบให้เลือก
คนส่วนใหญ่ยอมแพ้ตั้งแต่คำตอบแรก แล้วสรุปว่า AI ใช้ไม่ได้
แต่กิจกรรมที่ผมชอบที่สุดของวันนั้นคืออันสุดท้าย
ผมให้ทุกคนลิสต์ก่อนว่างานที่ตัวเองทำใน 1 วันมีอะไรบ้าง ทักลูกค้า เชียร์ขาย เช็คสต๊อก ทำโพสลงเพจสาขา ถ่ายรูปสินค้า ตอบแชท รายงานยอด จัดหน้าเคาน์เตอร์
เขียนของตัวเองให้ครบก่อน ห้ามข้าม
แล้วค่อยโยนลิสต์นั้นเข้า AI ถามมันตรงๆ ว่างานไหนช่วยได้บ้าง ช่วยยังไง และงานไหนช่วยไม่ได้เพราะต้องใช้คนจริงๆ
ที่ผมชอบเพราะมันไม่ใช่กิจกรรมที่จบในห้อง
คนที่ตอบเสร็จจะเดินออกไปพร้อมลิสต์ของตัวเอง ไม่ใช่ลิสต์ที่วิทยากรคิดมาให้ แล้ววันรุ่งขึ้นเขาหยิบมาทำต่อได้เลยโดยไม่ต้องรอใครสอนรอบสอง
และคำตอบฝั่ง "AI ช่วยไม่ได้" สำคัญพอๆ กับฝั่งที่ช่วยได้ เพราะมันคือส่วนที่ทำให้เขายังมีค่าในงานนี้
ปิดท้ายด้วยของที่ผมถือว่าห้ามข้าม คือขอบเขตที่ห้ามใช้
ราคา ส่วนผสม โปรโมชั่น สต๊อก สี่อย่างนี้ AI มั่วได้ และมั่วอย่างมั่นใจมาก ต้องเช็คกับข้อมูลบริษัทเสมอ ให้มันช่วยคิดคำได้ แต่ห้ามให้มันคิดข้อมูลแทนคุณ
ความเห็นผมคือ ท่อนนี้สำคัญกว่าท่อนสอนใช้ด้วยซ้ำ เพราะคนหน้าร้านพูดผิดหนึ่งประโยคคือแบรนด์รับผลเต็มๆ
แล้วสิ่งที่เซอร์ไพรส์ผมที่สุดของวันนั้นไม่ใช่เนื้อหา
คือ energy ของคนในห้อง
ตอบรับตลอด หัวเราะจริง ยกมือถามไม่กลัวว่าจะถามโง่ สนุกกันจนผมแทบไม่ต้องออกแรงเรียกเลย
พอเดินออกมาผมถึงนึกได้ว่ามันไม่แปลกเลย
เพราะเวลาเราเดินไปเจอเขาที่เคาน์เตอร์แบรนด์ energy ที่เขาส่งให้เราก็เท่านี้เป๊ะ
มันไม่ใช่โหมดที่เปิดตอนขายของ มันคือตัวเขาจริงๆ
หวังว่าสองชั่วโมงนั้นจะมีประโยชน์ และได้กลับไปใช้จริงที่หน้าเคาน์เตอร์นะครับ
ขอบคุณ COTY และทีมงานทุกคนที่ไว้ใจให้ไปครับ
ใครสนใจชวนไปได้นะครับ ผมและทีม BASE Playhouse พร้อมเสมอ (ถ้าช่วงนั้นว่าง)
อยากใช้ AI กับงานจริงเป็นระบบ?
เรียน Claude Method — วิธีคิดและลงมือใช้ Claude/AI กับงานจริง ตั้งแต่วันแรก
📍 โพสต้นฉบับบน Facebook: AI กับ Peesamac





