News / เจาะฟีเจอร์ / รวมค่าย
รวมค่าย · เจาะฟีเจอร์

บริษัท AI ที่เคยทำแต่ "รูปแมว" วันนี้ประกาศจะสแกนร่างกายเราทั้งตัว 🫨

ภีศเดช เพชรน้อย
ภีศเดช เพชรน้อย
18 มิ.ย. 2026 · อ่าน 6 นาที
สรุปสั้น — บริษัท AI ที่เคยทำแต่ "รูปแมว" วันนี้ประกาศจะสแกนร่างกายเราทั้งตัว 🫨 ทุกคนน่าจะรู้จัก Midjourney — แอพ AI สร้างภาพที่ดังที่สุดตัวน
#รูป/วิดีโอ#เขียน/เอกสาร#Research
บริษัท AI ที่เคยทำแต่ "รูปแมว" วันนี้ประกาศจะสแกนร่างกายเราทั้งตัว 🫨

ทุกคนน่าจะรู้จัก Midjourney — แอพ AI สร้างภาพที่ดังที่สุดตัวนึง วันที่ 17 มิ.ย. ที่ผ่านมา David Holz ผู้ก่อตั้ง ประกาศตั้ง division ใหม่ชื่อ "Midjourney Medical" แล้วเปิดตัวฮาร์ดแวร์ตัวแรก — เครื่องสแกนร่างกาย

ผมอ่านแล้วทึ่งจริง แต่ก็มีจุดที่ต้องเบรกไว้นิดนึง เดี๋ยวเล่าให้ฟังครับ

🔵 The Midjourney Scanner มันคืออะไร

ลองนึกภาพ เราก้าวลงไปในสระน้ำอุ่นแสง golden แล้วค่อยๆ จมผ่าน "วงแหวนเซ็นเซอร์" ใต้น้ำ วงแหวนนี้มี transducer เล็กจิ๋วขนาดเม็ดทราย ราวๆ ครึ่งล้านตัว แต่ละตัวเป็นทั้งลำโพงและไมค์ ยิงคลื่นอัลตร้าซาวด์เข้าตัวเราจากทุกมุม เหมือน echolocation ของโลมา แล้วประกอบกลับเป็นภาพ 3 มิติทั้งร่าง

จุดที่เจ๋ง:

- ไม่มีรังสี ไม่มีสนามแม่เหล็ก (ไม่ต้องมุดเข้าอุโมงค์อึดอัดแบบ MRI)

- พัฒนาร่วมกับ Butterfly Network เจ้าของเทคโนโลยี ultrasound-on-chip

- Holz เคลมว่าเร็วกว่า MRI ~60 เท่า และถูกกว่า ~10 เท่า (เทียบกับ prototype Gen 1)

- ค่าสแกน "ไม่กี่ดอลลาร์" ต่อครั้ง

🔵 The Midjourney Spa

ปลายปี 2027 จะเปิด "Midjourney Spa" แห่งแรกใจกลาง San Francisco มี hot tub, sauna, cold plunge แล้วก็ห้องสแกน คอนเซปต์คือทำให้มันเป็น "ที่ที่เราอยากไปอยู่แล้ว" การสแกนสุขภาพเลยกลายเป็นของแถมที่เราแทบไม่รู้สึกว่าถูกตรวจ น่าสนใจมากเรื่องการออกแบบประสบการณ์

🔵 เป้าใหญ่

เว็บเขาตั้งเป้าวางเครื่องสแกน ~50,000 เครื่องทั่วโลกใน 6 ปี และสแกนให้ได้พันล้านครั้งต่อเดือน Holz บอกว่าถ้าตรวจเจอโรคได้เร็ว อาจช่วยลดการเสียชีวิตได้ราว 30% และลดค่ารักษาลงราว 50% — แล้ว Midjourney ทำได้เพราะไม่มีนักลงทุน เป็นแบบ community-backed research lab ลงทุนเอง

🟡 แต่... ผมขอเบรกตรงนี้

ก่อนจะตื่นเต้นเกินไป มีหลายอย่างที่ต้องดูตามจริง

- ตัวเลข "60 วินาที" เป็นเป้าหมาย — ของจริงตอนนี้ยัง prototype Gen 1 สแกนคนไปแค่ราวๆ โหลคน และใช้เวลาจริง ~20 นาที (ติด bottleneck เรื่อง bandwidth/algorithm)

- ยังไม่ผ่าน FDA สำหรับ diagnostic เขาเริ่มจากแค่ "body composition" (วัดกล้ามเนื้อ/ไขมัน/กระดูก) ก่อน ส่วนการตรวจวินิจฉัยโรคจริงต้องขออนุมัติแยกทีหลัง

- คนในวงการแพทย์หลายคนเตือนเรื่อง "การสแกนคนสุขภาพดีจำนวนมาก" จะเจอความผิดปกติคลุมเครือ (incidentaloma) เยอะ นำไปสู่ความกังวล + ตรวจซ้ำที่อาจไม่จำเป็น ซึ่งเป็นปัญหาที่มีงานวิจัยรองรับมานานเรื่อง overdiagnosis

- บางคนก็แอบนึกถึงกลิ่น Theranos (บริษัทตรวจเลือดที่เคลมเกินจริงจนล่ม)

ฝั่งคนที่ตื่นเต้นก็เยอะนะ หลายคนบอกเหมือนหลุดมาจากหนัง sci-fi (bacta tank ใน Star Wars / Minority Report) แม้แต่ Elon Musk ยังตอบสั้นๆ ว่า "Cool"

🔵 สรุปความเห็นผม

ไอเดียมันสวยมาก — preventative medicine ที่เข้าถึงง่าย ราคาถูก ไม่เจ็บ ถ้าทำได้จริงคือเปลี่ยนเกมเลย แต่ระยะระหว่าง "vision บนเว็บสวยๆ" กับ "ของที่ใช้ได้จริงผ่าน FDA" มันยาวกว่าที่หลายคนคิด ผมว่าน่าจับตามากแต่ยังไม่ต้องรีบเชื่อตัวเลขทุกตัว รอดูว่ามันจะข้ามจาก prototype ไป product ได้แค่ไหนครับ

ทุกคนคิดว่าไง เทคโนโลยีแบบนี้น่าตื่นเต้น หรือน่ากังวลมากกว่ากัน?

อยากใช้ AI กับงานจริงเป็นระบบ?

เรียน Claude Method — วิธีคิดและลงมือใช้ Claude/AI กับงานจริง ตั้งแต่วันแรก

ดูคอร์ส →

📍 โพสต้นฉบับบน Facebook: AI กับ Peesamac