ดีใจมากที่ได้ไปงาน Flow Society EP.2 จัดโดยทีม Flow's Table…
ระหว่างฟัง panel คุยกันยาวๆ ขอสรุปประเด็นที่ชอบเป็นก้อนๆ มาฝากครับ
1. ใช้ AI ให้ทัน = ใกล้ชิดลูกค้าให้ที่สุด
P'Great (Apichit จาก Kalguroo) เล่าว่าแอปโตเร็วจนตามคุยกับลูกค้าทีละคนแบบเดิมไม่ทันแล้ว เลยใส่ปุ่ม "Request ฟีเจอร์" ไว้ในแอปเลย ใครอยากได้อะไร เจอปัญหาอะไร พิมพ์บอกได้ตรงๆ ทีมเห็นแล้วหยิบไปทำต่อทันที ไม่ต้องรอไปสัมภาษณ์ลูกค้าแบบเดิมที่ช้ากว่ามาก — เพราะตลาดตอนนี้มีคนสร้างฟีเจอร์คล้ายกันเร็วมาก ถ้าทีมเลือกช้าว่าจะทำอะไรก่อน คู่แข่งจะออกก่อนแล้วลูกค้าหนีไปใช้ของเขา สรุปคือใครฟังลูกค้าเร็วและเลือกถูกเร็วกว่า คนนั้นชนะ
2. กฎหมาย AI ไทยเสร็จแล้ว แค่ยังไม่ประกาศใช้
อาจารย์เอก ในฐานะกรรมการร่างกฎหมาย AI เล่าว่าตัวกฎหมายเขียนเสร็จแล้ว จงใจดีเลย์ไว้ 6 เดือนก่อนบังคับใช้ เพื่อให้ธุรกิจปรับตัวทัน — บอกว่าโทษปรับหนักพอสมควร และเตือนว่าคู่แข่งเอากฎหมายนี้ไปฟ้องกันได้ ไม่ใช่แค่ลูกค้า
3. Gen ใหม่ไม่ได้มอง AI เป็นผู้ช่วย แต่มองเป็นคู่แข่ง
ประเด็นที่สะกิดใจสุด — เด็กปี 1 บอกตรงๆ ว่าถ้าอาจารย์ใช้ NotebookLM ทำสไลด์ รู้สึกว่าอาจารย์ "โง่" ทันที คนรุ่นใหม่เห็นงานที่มาจาก AI ปุ๊บ ไม่กดเลย เพราะมองว่า AI แย่งงานเขา ไม่ใช่ผู้ช่วยเขา — แบรนด์ไหนที่ใช้ AI จนโดนจับได้ อาจโดนคนกลุ่มนี้เปลี่ยนใจเลย
4. AI เก่งทุกวงการ ยกเว้นวงการลงทุน
P'Mi (Tiwa, President สมาคมนักลงทุน) เตือนว่า AI แค่ "อ่านเยอะ" ไม่ได้ "ฉลาด" — มันตอบจากสิ่งที่คนพูดถึงบ่อยที่สุดบนโลกออนไลน์ พอทุกคนถาม AI ตัวเดียวกัน มันเลยกลายเป็นวงจรไล่ราคาขึ้น-ลงแรงกว่าเดิม แถมพูดด้วยความมั่นใจเกินจริงทั้งที่ไม่รู้จริง ต่างจากนักลงทุนเก่งๆ ที่มักเตือนตัวเองด้วยความระมัดระวัง
5. AI เหมือนปืน คนที่อันตรายที่สุดคือคนที่ใช้โดยไม่เข้าใจพื้นฐาน
สปีกเกอร์ยกตัวอย่างยุค Excel — คนที่ใช้กระดาษ+เครื่องคิดเลขมา 20 ปี เก่งมาก กับคนรุ่นใหม่ที่ใช้ Excel เปลี่ยนตัวเลขทีเดียวได้ทั้งตาราง คนหลังอาจดูฉลาดกว่า แต่ถ้าไม่เข้าใจว่าทำไมต้องลงตัวเลขแบบนั้น (ไม่เข้าใจหลักธุรกิจ/บัญชีพื้นฐาน) คนแรกที่เก่งของเก่าอาจยังเหนือกว่าอยู่ดี — แล้วเปรียบต่อว่า "AI เหมือนปืน" คนที่ใช้เครื่องมือเก่า (เช่น ธนู) มา 20 ปีอาจเก่งมากในระยะที่ตัวเองถนัด แต่พอมีปืน ระยะที่ทำได้ก็เปลี่ยนไปเลย — สรุปคือเครื่องมือเปลี่ยนคน แต่คนที่เข้าใจพื้นฐานงานจริงๆ ยังสำคัญกว่าการมีเครื่องมือใหม่
6. แบ่งชีวิต/งานเป็น "งานหน้าบ้าน" กับ "งานหลังบ้าน" (มุมของผมเอง)
ผมเองก็ลองผิดลองถูกมา 3-4 เดือน จนตกผลึกว่าแบ่งงานเป็นสองไซส์ — งานหลังบ้าน (ระบบส่วนตัว เช่น track หุ้น เงิน สุขภาพ) ไปสุดกับ AI ได้เต็มที่ เพราะไม่กระทบใครนอกจากตัวเอง แต่งานหน้าบ้าน (งานที่เจอลูกค้า/คนอื่น) ต้องระวัง เพราะคนดูออกว่าอันไหน AI ทำ อันไหนมนุษย์ทำ — งานเขียนคือสิ่งที่คนยังอยากได้จากมนุษย์อยู่
7. AI = กองทัพน้องอินเทิร์น
มุมธุรกิจ สปีกเกอร์เล่าว่าถ้านับหัวคนในบริษัทมี 20 คน แต่ถ้านับ AI agent ที่ทำงานคู่ขนานกันอยู่ อาจจะเทียบเท่าร้อยกว่าคน — ให้ AI ช่วยแบบ "โต๊ะทำงาน" หลายตัวพร้อมกัน ผิดถูกก็เรียนรู้ไป
8. แบรนด์คือสิ่งที่บอกได้ว่า "อะไรที่ไม่เอา"
AI ช่วยสร้างตัวเลือกได้เยอะ แต่การตัดสินใจว่าอันไหนใช่ อันไหนไม่ใช่แบรนด์เรา — นั่นคือหน้าที่ของคน ไม่ใช่ AI
9. มองเอไอเป็น "ทีม" ไม่ใช่ "ครู"
อย่าเชื่อ AI แบบไม่เถียง ให้ debate กับมันเหมือนเพื่อนร่วมทีม จะได้ทีมที่เก่งขึ้นจริงๆ แม้จะไม่มีใครสมบูรณ์แบบ
10. ปิดท้ายหนักๆ — ความสุขจะหายากขึ้นเรื่อยๆ ในยุค AI
โรคทางกายจะรักษาง่ายขึ้นมาก แต่โรคทางจิตจะพุ่งขึ้น เพราะความไม่แน่นอนและการแข่งขันที่เร็วขึ้น สปีกเกอร์ฝากไว้ว่าต้องฝึกหาความสุขจากเรื่องเล็กๆ รอบตัวให้เป็น และสังคมต้องเริ่มคุยกันเรื่อง "ฉันทามติใหม่" — ถ้าวันหนึ่ง AI/หุ่นยนต์ทำงานแทนคนหมด รัฐจะเก็บภาษีจากใคร
ขอบคุณอีกครั้งสำหรับค่ำคืนที่คุยกันสนุกและได้คิดต่อเยอะมากครับ 🙏 ฝากติดตามเพจ Flow's Table ไว้ด้วยนะครับ ทีมงานรุ่นใหม่ที่กำลังสร้าง impact ในไทยเยอะมากๆ แน่นอน
อยากใช้ AI กับงานจริงเป็นระบบ?
เรียน Claude Method — วิธีคิดและลงมือใช้ Claude/AI กับงานจริง ตั้งแต่วันแรก
📍 โพสต้นฉบับบน Facebook: AI กับ Peesamac



