News / รีวิว / รวมค่าย
รวมค่าย · รีวิว

คำถามที่น่าตั้งมากกว่า ส่วนตัวคิดว่าเป็น 2 คำถามนี้

ภีศเดช เพชรน้อย
ภีศเดช เพชรน้อย
10 ส.ค. 2026 · อ่าน 6 นาที
สรุปสั้น — คำถามที่น่าตั้งมากกว่า ส่วนตัวคิดว่าเป็น 2 คำถามนี้ "สอนไปเพื่ออะไร" และ "AI มาช่วยหรือมาสร้างปัญหาอย่างไร" ครูเล่นเกมวิ่งไล่จับหน
#Veo#รูป/วิดีโอ#Productivity
คำถามที่น่าตั้งมากกว่า ส่วนตัวคิดว่าเป็น 2 คำถามนี้

"สอนไปเพื่ออะไร" และ "AI มาช่วยหรือมาสร้างปัญหาอย่างไร"

ครูเล่นเกมวิ่งไล่จับหนูผ่านการสอบ หรือข้อสอบ

ถ้าเราตั้งโจทย์ว่าสอน คือให้นักเรียน เข้าใจ จำได้ แล้ววันนึงเทคโนโลยีเข้ามา อี ai มันจำได้ เข้าใจได้มากกว่า คนเรียนเลยลักไก่เอามันมาตอบข้อสอบ ครูที่อยากจะวัดคะแนน ก็เลยต้องหากลไกหลบหลีก AI นักเรียนมันก็หาวิธีแพรวพราวได้อยู่ดี ถ้ากลับไปตั้งอีกคำถามคือ "สอบไปทำไม วัดไปทำไม ตรวจข้อสอบไปทำไม"​

ถ้าเราตอบคำถามว่า สอนไปเพื่อให้เด็กเรียนรู้

เรียนรู้ = เข้าใจเนื้อหา ปรับเป็นภาษาตัวเอง ประยุกต์ใช้กับโจทย์ตัวเอง build something ใหม่ขึ้นมาได้ คิดด้วยตัวเองขึ้นมาได้

AI จะไม่ได้มาทำลายพาร์ทนี้แน่ๆ เพราะโจทย์ด้านบนมันมี Experiece ของคนเรียนผสมอยู่ เคยพยายามหาคำตอบนี้เมื่อสองปีที่แล้ว จำได้ว่า HBR เคยพยายามเอาเคสใน lab education มาโชว์ว่าทดลองใช้ AI ยังไงในการเรียน

พบว่าแทนที่จะตั้งโจทย์ว่า ไม่ใช้ AI ยังไงไงดี ให้มันฝืนธรรมชาติ

กลับหาวิธีเช่น เปลี่ยนจากโจทย์ที่ให้เด็กหาข้อมูลแล้วมาวิเคราะห์ กลายเป็นการตั้งใจใหม่คือ ให้เชื่อมโยงกับประสบการณ์

เช่น (อันนี้ยกตัวอย่างเองนะครับ)

ลองเข้าใจวิชาประวัติศาสตร์สมัยดอทคอม เกิดอะไรขึ้น ลองใช้ AI ไปหาสาเหุต ตรวจ source วิเคราะห์ แล้ว จุดที่ครูเพิ่มไปขึ้น แล้วเชื่อมโยงอะไรกับประสบการณ์ตัวเอง เล่ามาผ่านการ build บางอย่าง จะเป็น artifact เล่า story ทำโปรแกรมใหม่ ติด 3d printing หรือแม้แต่การใช้ video พวก veo เล่า storyboard

และตอน present เน้นย้ำและให้คะแนนพาร์ทการเชื่อมโยงกับประสบการณ์เยอะๆ เพราะรู้ว่ากว่าสมองจะ build งานแบบนั้นเพื่อเล่าเรื่องมาได้ ต้องผ่านการเข้าใจ แม้ ai จะช่วยให้เข้าใจ แต่การประยุกต์ การเชื่อมโยงกับประสบการณ์มันทำให้เกิดการ own knowledge ของตัวเอง และ building มันใหม่ สูงสุดของพิรามิด bloom

ตอนผมอ่านบทความนั้น ผมว้าวมาก เพราะรู้สึกว่า limitation ของการศึกษาที่ได้แค่เลเวลจำ เข้าใจ มันทะลุไปเลเวลการสร้างได้ง่ายขึ้น เมื่อเด็กสร้างบางอย่างด้วยตัวเองที่ไม่เหมือนกันได้ ตอนเข้าต้องมาสร้างบางอย่างในโลกการทำงาน มันจะ ultrasmooth ขึ้นมากๆ

แต่ก็เข้าใจว่า การจะตั้งโจทย์แบบนี้ได้ ครูต้องสอนให้นักเรียนได้เห็นท่าของ ai เยอะๆ และข้อจำกัดที่เคยไปเป็นครูแล้วรู้ว่าในห้องมีนักเรียน 40 คนขึ้นไป เราจะออกแบบรูบิคตรวจงานทุกคนแบบยากๆ มีเวลาพรีเซ้นเยอะๆ ก็ท้าทายอยู่

แต่ส่วนตัวมองโลกแง่บวก และชอบพูด AI มัน Holy Grail ในวงการ education และ human learning มากๆ เพราะมันทำให้ใครที่อยากเก่ง เก่งมาได้แบบ personalized ผสม super feedback loop และยังสนุกอยู่ด้วยเวลาเราหาคำตอบ สร้างอะไรใหม่ๆ แล้ว dopamine หลั่งไม่หยุด

แค่เมื่อเอามันมายัดลง form ของระบบการศึกษาแบบเดิมๆ ที่วัดผลเพื่อวัด แทนที่จะวัดเพื่อ ให้เด็ก ได้รู้ว่า ฉันอยากเก่งเรื่องนี้ วัดเสร็จ gap ของฉันคือเรื่องนี้ ให้ AI มาช่วยเติม gap แต่ละคนไม่เหมือนกันเพราะครูเติมไม่ทัน แต่ครูเป็นคนโค้ช feedback ผลงาน ตั้งโจทย์ให้ใช้ ai เท่ๆ นี่ คนเป็นความท้าทาย และเป็นการรอยคอยให้ระบบการศึกษา เปลี่ยนไปใช้มันในด้านที่ทรงพลังสักที

อยากใช้ AI กับงานจริงเป็นระบบ?

เรียน Claude Method — วิธีคิดและลงมือใช้ Claude/AI กับงานจริง ตั้งแต่วันแรก

ดูคอร์ส →

📍 โพสต้นฉบับบน Facebook: AI กับ Peesamac