กำลังเตรียมสอนคลาส Strategic Foresight อยู่ แล้วไปเจอภาพนี้เข้า
เป็นรายงานของ UN Global Pulse ทำไว้ปี 2023 ชื่อ The Future of Data Governance: Scenarios 2050 เขาไม่ได้ทำนายว่าอนาคตจะเป็นยังไง แต่วาดไว้ว่ามันมีสิทธิ์ออกได้กี่ทาง
วิธีทำคือหยิบความไม่แน่นอน 2 เรื่องที่ส่งผลมากที่สุด มาตัดกันเป็นแกน
แกนแรก ใครคุมข้อมูล ปัจเจกหรือบริษัท
แกนสอง AI ยังอยู่ในความเข้าใจของมนุษย์ หรือเลยไปแล้ว
ตัดกันได้ 4 โลก
A Techno-Utilitarianism AI ไม่กี่เจ้าครองโลก คนแลกข้อมูลกับสินค้า สถาบันโลกแทบไร้ความหมาย แต่ AI แก้ climate change แก้โรคระบาดได้จริง
B Riding the Waves AI ล้ำเกินจะเข้าใจ แต่คนยังถือข้อมูลตัวเองไว้ได้ ถ้ามีปัญญาจ่ายไหว
C Enhanced Lives โลกร่วมมือกัน เกือบยูโทเปีย
D The Devil's Bargain ยอมสละความเป็นส่วนตัวแลกความสะดวก รัฐยกอำนาจให้บริษัทเทค
รายงานนี้ทำไว้ปี 2023 ตอนนี้ผ่านมา 3 ปีแล้ว เลยลองกลับมาเช็คว่าเราเดินไปทางไหน
ความเห็นผมคือเราอยู่ D ครับ
แกนตั้งชัดจนแทบไม่ต้องเถียง ข้อมูลไหลไปทางบริษัททางเดียว
โมเดลถูกเทรนด้วยข้อมูลมหาศาลที่เจ้าของไม่เคยได้ให้ความยินยอมจริง พอเป็นข้อพิพาทก็จบที่ดีลลิขสิทธิ์ระหว่างบริษัทกับบริษัท เงินไม่เคยไปถึงคนที่สร้างข้อมูล
กฎหมายคุ้มครองข้อมูลมีทั่วโลก แต่ในทางปฏิบัติกลายเป็นพิธีกรรมกดยอมรับ ไม่ใช่อำนาจต่อรอง
ส่วนของที่โลกแบบอื่นต้องมี ทั้ง data union ตลาดขายข้อมูลส่วนตัว หรือการโหวตกำหนดนโยบายร่วมกัน แทบไม่เกิดในระดับที่มีความหมาย
แกนนอนยังอยู่ฝั่งที่คุมได้ แต่กำลังไหลไปอีกทาง
ที่ยังคุมได้เพราะ AI ยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเจ้าของ มีคนสั่งได้ ปิดได้ มีกฎหมายกำกับเกิดขึ้นจริง มีหน่วยงานความปลอดภัย AI ระดับชาติ ยังไม่มีอะไรหลุดการควบคุม
แต่ที่กำลังไหลเพราะความสามารถกระโดดเร็วกว่าความเข้าใจมาก เราใช้ของที่อธิบายกลไกข้างในไม่ได้กันทุกวัน และ agent เริ่มทำงานยาวขึ้นโดยมีคนคอยดูน้อยลง
ล่างบวกขวา ก็คือ D
ทีนี้ลองเทียบกับที่รายงานบรรยาย D ไว้
รัฐยกการคุมข้อมูลและระบบให้บริษัทเทคที่เก่งกว่า อันนี้ตรงมาก รัฐทั่วโลกซื้อ AI และคลาวด์จากไม่กี่เจ้า
คนยอมสละความเป็นส่วนตัวแลกความสะดวก อันนี้ก็ตรง เครื่องมือ AI ฟรี แลกกับทุกอย่างที่เราพิมพ์เข้าไป
เส้นแบ่งระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับส่วนรวมเบลอ ตรงอีก
แต่มีข้อนึงที่ยังไม่ตรง เขาเขียนว่าสถาบันระดับโลกจะสลายไปเลย ของจริงคืออ่อนแอลง ช้าลง แต่ยังอยู่
และเริ่มมีกลิ่นของ A ปนเข้ามาด้วย คืออำนาจกระจุกที่ไม่กี่เจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับที่เริ่มมีเคสที่ AI แก้ปัญหาใหญ่ได้จริง ทั้งยา วัสดุ พลังงาน ซึ่งมันคือเหตุผลที่ทำให้สังคมยอมแลกต่อไป นี่คือกลไกของ A เป๊ะๆ
แต่จุดที่ผมว่าน่าคิดที่สุด ไม่ใช่คำตอบว่าอยู่ช่องไหน
รายงานเขาผูกเรื่อง AI หลายเจ้า ค่านิยมหลากหลาย ไว้กับช่อง B ซึ่งเป็นช่องที่ปัจเจกมีอำนาจ เหมือนสมมติไปเองว่าถ้าเทคโนโลยีกระจาย อำนาจจะกระจายตาม
ของจริงคือโมเดล open weight ทำให้หลายเจ้าเกิดขึ้นจริง หลายประเทศ หลายค่าย แต่คนธรรมดาไม่ได้อำนาจเพิ่มขึ้นเลยสักนิด
เทคโนโลยีกระจาย แต่ข้อมูลกระจุก
โลกจริงเลยเดินหลุดออกนอกกริดที่เขาวาดไว้ เพราะเขาผูกสองอย่างนี้เข้าด้วยกันตั้งแต่ตอนเลือกแกนโดยไม่รู้ตัว
แล้วถ้าเราอยู่ในโลกนี้จริง ต้องรับมือยังไง
โลก D มีกลไกเดียวที่ต้องเข้าใจ คือเราจ่ายด้วยข้อมูลเพื่อแลกความสะดวก แล้วอีกฝ่ายเก่งขึ้นทุกวันจากสิ่งที่เราจ่าย ส่วนเราเท่าเดิม
ทางรับมือจึงไม่ใช่การเลิกใช้ เพราะจ่ายไม่ไหว แต่คือรู้ราคาที่กำลังจ่าย และรักษาทางออกไว้เสมอ
ในฐานะคนใช้
แบ่งชั้นข้อมูลให้ชัดก่อนพิมพ์ ไม่ใช่คำถามว่าใช้หรือไม่ใช้ แต่คืออะไรใส่เข้าไปได้บ้าง สัญญา ข้อมูลลูกค้า สุขภาพ การเงิน เอกสารที่ไม่ใช่ของเรา อย่าใส่ เพราะสิ่งที่ป้อนเข้าไปวันนี้ ใช้ต่อรองกับเราได้ในอีกห้าปี
ถือของที่ทดแทนไม่ได้ ไม่ใช่ผลผลิต เพราะผลผลิตอย่างโพส สไลด์ โค้ด ราคาตกลงทุกปี ที่ยังมีราคาคือข้อมูลดิบของตัวเอง ความสัมพันธ์ และช่องทางตรงถึงคน ไม่ใช่ยอด follower บนแพลตฟอร์มของคนอื่น
เก็บงานตัวเองในรูปแบบที่ย้ายได้ ไฟล์ที่เปิดได้โดยไม่ต้องมีเจ้าของ
อย่าเป็นแค่ผู้ใช้ปลายทาง เข้าใจของมากพอที่จะเปลี่ยนเจ้าได้ภายในสัปดาห์ถ้าจำเป็น อำนาจต่อรองของคนธรรมดาในโลกนี้เหลืออยู่แค่ประโยคเดียวคือ ฉันย้ายได้
และระวังกลไกหลักของ D ให้ดี คือถูกตอนต้น ผูกให้ลึก แล้วค่อยขึ้นราคาตอนที่เราย้ายไม่ได้แล้ว ทุกครั้งที่เราพึ่งอะไรมากขึ้น ให้ถามตัวเองว่าถ้าพรุ่งนี้มันขึ้นราคาห้าเท่า เราทำยังไง
ในฐานะธุรกิจ
ข้อมูลจากการทำงานจริงคือคูเมืองสุดท้าย ข้อมูลบนเว็บถูกดูดไปหมดแล้ว แต่ข้อมูลที่เกิดจากการมีของจริงในสนาม ทั้งกระบวนการผลิต เครื่องจักร พฤติกรรมลูกค้าจริง ยังไม่มีใครแตะได้ อย่าปล่อยไหลออกไปฟรีๆ
ออกแบบให้เปลี่ยนผู้ให้บริการได้ตั้งแต่วันแรก แล้วลองทดสอบดูว่าถ้าเจ้าที่ใช้อยู่ขึ้นราคา ปิดบริการ หรือเปลี่ยนเงื่อนไข ธุรกิจเราหยุดกี่วัน
ตั้งกติกาภายในก่อนที่กฎหมายจะมา ว่าใครเอาข้อมูลอะไรใส่ AI ได้บ้าง เพราะในโลกแบบนี้รัฐช้ากว่าเสมอ องค์กรต้องกำกับตัวเอง
ขายสิ่งที่ต้องมีตัวตนจริง ของทางกายภาพ สัญญาระยะยาว ความรับผิดทางกฎหมาย ความไว้ใจ สิ่งเหล่านี้ยิ่งมีราคาสูงขึ้นเมื่อทุกอย่างรอบตัวถูกแทนได้หมด
และข้อสุดท้ายที่คนมองข้าม พอรัฐอ่อนลง มาตรฐานจะกลายเป็นสนามแข่ง ใครตั้งมาตรฐานหรือระบบรับรองได้ก่อน คนนั้นคุมกติกา ไม่ใช่รอให้รัฐมากำหนดให้
ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ผมชอบ foresight ครับ
ส่วนใหญ่เราสอนกันว่าให้ทำ 2x2 แล้วจะได้ 4 ฉาก แต่ไม่ค่อยมีใครบอกว่าถ้าเลือกแกนพลาดตั้งแต่แรก ทั้งกระบวนการก็พาไปผิดทางแบบเงียบๆ
การกลับมาเช็ค scenario เก่าเลยมีค่ากว่าการวาดอันใหม่ ไม่ใช่เพื่อดูว่าใครทายถูก แต่เพื่อดูว่าเราคิดพลาดตรงไหน
ลองดูกันครับว่าคุณคิดว่าเราอยู่ช่องไหน
https://foresight.unglobalpulse.net/wp-content/uploads/2023/05/UNGP_Future-of-Data-Governance_Scenarios-2050.pdf
อยากใช้ AI กับงานจริงเป็นระบบ?
เรียน Claude Method — วิธีคิดและลงมือใช้ Claude/AI กับงานจริง ตั้งแต่วันแรก
📍 โพสต้นฉบับบน Facebook: AI กับ Peesamac