Genome Computer เพิ่งเปิดตัว Genome Intelligence ที่ให้เราคุยกับ…
แต่จุดที่ผมว่าน่าสนใจที่สุดอยู่ในประโยคที่เขาใช้เปิดตัว คือสำรวจจีโนมด้วย AI รุ่นล่าสุด โดยไม่ต้องยื่นจีโนมให้มัน
วิธีที่เขาทำคือแยกสองอย่างออกจากกัน จีโนมเต็มๆ ของเราถูกเก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของเขา ไม่ได้อยู่กับโมเดล AI พอเราถามคำถามหนึ่ง ระบบจะหยิบเฉพาะยีนที่เกี่ยวข้องกับคำถามนั้นส่งไปให้ AI โดยไม่มีข้อมูลที่ระบุตัวตนติดไปด้วย ถามเรื่องการนอนก็ส่งไปแค่ยีนเรื่องการนอน ที่เหลืออีกทั้งจีโนมไม่ได้ออกไปไหน
ผมว่านี่คือวิธีคิดที่ถูกต้อง เพราะข้อมูลพันธุกรรมมันไม่เหมือนรหัสผ่าน รหัสผ่านรั่วเราเปลี่ยนได้ แต่ DNA รั่วแล้วรั่วเลย แถมมันไม่ได้บอกเรื่องเราคนเดียว พ่อแม่พี่น้องลูกหลานเราถูกเปิดเผยไปด้วยโดยที่เขาไม่ได้ยินยอม
นอกจากนี้ยังเอาผลเลือด ผลวินิจฉัย หรือประวัติการรักษามาวางคู่กับพันธุกรรมเพื่อดูภาพรวมได้ แล้วระบบจะกลับมาทบทวนจีโนมของเราใหม่ทุกเดือนตามงานวิจัยที่ออกมาใหม่ ซึ่งสำคัญกว่าที่คิด เพราะความรู้เรื่องยีนเปลี่ยนตลอด ผลที่อ่านเมื่อสามปีก่อนอาจตีความคนละแบบกับวันนี้
เรื่องความเป็นส่วนตัว เขาจดทะเบียนเป็น Public Benefit Corporation ที่รัฐเดลาแวร์ แล้วเขียนไว้ในกฎบัตรบริษัทเลยว่าห้ามขายหรือให้สิทธิ์ข้อมูลพันธุกรรมรายบุคคล ไม่แชร์ให้นักวิจัย และไม่เอาไปเทรนโมเดล ส่วนตัวอย่างเลือดถูกทำลายภายใน 30 วัน
ราคาถ้าจะถอดรหัสจีโนมใหม่ทั้งชุด เริ่มที่ 299 ดอลลาร์สำหรับระดับพื้นฐาน 599 สำหรับระดับที่ใช้ทางคลินิกได้ และ 1,499 สำหรับระดับงานวิจัย ทุกแพ็กเกจรวมตัว Genome Intelligence ที่คิดเดือนละ 15 ดอลลาร์ ยกเลิกได้ตลอด
ทีนี้ฝั่งที่ต้องคิดให้ดี อย่างแรกคือคำสัญญาเรื่องไม่ขายข้อมูลนั้นดี แต่ประวัติศาสตร์ของวงการนี้สอนเราแล้วว่าคำสัญญาผูกกับบริษัท และบริษัทเปลี่ยนมือได้ ถ้าวันหนึ่งบริษัทถูกซื้อหรือล้มละลาย ข้อมูลก้อนนั้นจะกลายเป็นทรัพย์สินที่ต้องขายทอดตลาด ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วกับบริษัทตรวจ DNA รายใหญ่
อย่างที่สองคือการรู้ว่าตัวเองมียีนเสี่ยงกับการรู้ว่าตัวเองจะเป็นโรค เป็นคนละเรื่องกัน ในภาพที่เขาโชว์เอง AI ยังเขียนเตือนเลยว่าตัวเลขที่ได้ไม่น่าเชื่อถือพอจะใช้ประเมินความเสี่ยงส่วนบุคคล บางคนอ่านแล้วเครียดไปทั้งปีทั้งที่ตัวเลขนั้นแทบไม่มีความหมาย
อย่างที่สามคือตอนนี้ยังส่งได้แค่หกประเทศ อเมริกา แคนาดา อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสิงคโปร์ ไทยยังไม่มี
ความเห็นผมคือทิศทางนี้น่าสนับสนุน เพราะมันตอบโจทย์ที่คนกลัวกันจริงๆ ไม่ใช่แค่เอา AI มาแปะ แต่ออกแบบระบบไม่ให้ AI เห็นทั้งก้อนตั้งแต่แรก ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ควรเอาไปใช้กับข้อมูลอ่อนไหวประเภทอื่นด้วย ทั้งเวชระเบียน ข้อมูลการเงิน หรือข้อมูลลูกค้าในบริษัทเรา
คำถามที่ผมอยากให้คิดต่อคือ ถ้าวันนี้เรากล้าส่งข้อมูลอะไรให้ AI ได้บ้าง เราเคยถามไหมว่าเขาส่งทั้งก้อนหรือส่งเฉพาะส่วนที่จำเป็น เพราะความต่างระหว่างสองอย่างนี้คือความต่างระหว่างเครื่องมือที่ปลอดภัยกับที่ไม่ปลอดภัย
อยากใช้ AI กับงานจริงเป็นระบบ?
เรียน Claude Method — วิธีคิดและลงมือใช้ Claude/AI กับงานจริง ตั้งแต่วันแรก
📍 โพสต้นฉบับบน Facebook: AI กับ Peesamac